ช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสใช้เวลาไปศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เต็ม ๆ แบบเกือบจะตัดขาดทางโลกไปเลย และตั้งใจว่าจะใช้เวลานี้เพื่อหาความจริงว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอะไรกันแน่ และเป็นการตอบคำถามตัวเองที่ค้างคาอย่าง นิพพานคืออะไร ทำไมต้องบอกว่านั่นคือ stage ที่สูงสุดด้วย แล้วทำไมการไปถึงจุดนั้นได้เป็นเรื่องที่ดี และเราวัดผลมันได้จริงหรือเปล่า หรือรู้มั้ยว่าใครที่ได้นิพพานแล้ว หรือ ศีล 227 ข้อของพระสงฆ์คืออะไร มีอะไรบ้างทำไมเยอะจัง แล้วพระสงฆ์ปัจจุบันทำได้จริงหรือ อะไรเหล่านี้เป็นต้น
แต่ผมจะไม่ได้ยกความดีความงามของพระพุทธศาสนาขึ้นมาอะไรนะครับ ผมจะเล่าไปตามความเป็นจริง และความเห็นเป็นกลาง และสิ่งที่ผมค้นพบจริง ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่พูดกันแต่เรื่องของความเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะผมมองว่าจะเชื่ออะไรก็ต้องมีแนวทางในการพิสูจน์ ผมจะเล่าเอาเรื่องหลัก ๆ ที่สำคัญและน่าจะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ คน ก่อนส่วนเรื่องหลัง ๆ จะเป็นเรื่องที่สงสัยส่วนตัวซะเป็นส่วนใหญ่นะครับ
เป้าหมายของชีวิตเราควรเป็นอย่างไร?
ผมมีคำถามนี้มานานหลายปีมากแล้ว แล้วตั้งแต่ช่วงที่ผมเรียกได้ว่าเกษียณแล้ว คือไม่ได้ทำงานจริงจังอะไรอีกแล้วไม่ได้จะทำงานเพื่อเงินอีกต่อไป ผมก็ออกเดินทางไปหลายที่ทั้งในไทยและต่างประเทศทั้งสถานที่ท่องเที่ยว บ้านเมือง ชนบท วัด สถานปฏิบัติธรรม หรือ สถานที่ทั่ว ๆ ไป เพื่อไปดูบ้านเรือน ผู้คน และ ทำความเข้าใจการใช้ชีวิตรวมทั้งได้คุยกับคนหลายคนและถามคำถามเหล่านี้เหมือนกัน เผื่อว่าจะได้คำตอบที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ เพื่อเอามาตั้งเป็นเป้าหมายให้เราไปต่อว่า “เราเกิดมาทำไม” แต่ผมก็ไม่เคยพบคำตอบเลย มีหลายคำตอบที่แว้บ ๆ เหมือนจะใช่แต่ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี
จนในช่วง 2 สัปดาห์นั้นที่อยู่กับตัวเอง ขณะที่เดินจงกรมก็เอาคำถามนี้มาคิดอีกครั้ง แล้วก็ได้คำตอบขึ้นมาว่า “คำถามนี้คือคำถามที่คนถามไม่อนุญาตให้มีคำตอบ” พูดสั้น ๆ ก็คือ เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ หรือว่า เป็นคำถามที่ไม่ควรถูกตั้งเป็นคำถามตั้งแต่แรกอยู่แล้ว สาเหตุหลักเลย ไม่ว่าเราจะได้คำตอบจากใครที่ไหน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เราเคารพมากน้อยแค่ไหน สนิทมากน้อยแค่ไหน อยู่ในสถานะที่สูงหรือต่ำกว่าเราอย่างใด คำตอบที่เราได้รับมานั้นเราก็จะมีคำถามกับคำตอบเหล่านั้นอยู่ดีว่าจริงหรือแล้วเราก็อาจจะไม่ได้เชื่อในคำตอบนั้นด้วยซ้ำ หรือ ปล่อยผ่านไป แล้วก็ไปมองหาคำตอบใหม่อยู่ตลอดไป ซึ่งเราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการตามหาคำตอบนั้นเลยก็ได้นั่นจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับไปว่าไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างใดมันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ทีนี้ผมก็ถามตัวเองต่อว่า ในเมื่อเราไม่มีคำตอบกับคำถามนั้นแล้วเป้าหมายการมีชีวิตอยู่ของเราควรจะต้องเป็นอย่างไร ต้องทำอะไร คำตอบก็คือ “เราควรมีชีวิตที่มีความสงบ” ซึ่งจะแตกต่างจากสิ่งที่ผมเข้าใจมาตลอดว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแต่ไม่ใช่ มันคือ สงบ ต่างหาก สองคำนี้ต่างกันเยอะเลย เดี๋ยวผมจะแยกเรื่องความสุขไว้ในย่อหน้าต่อ ๆ ไปอีกที
ชีวิตที่มีความสงบควรเป็นเป้าหมายที่สูงสุด
ลองจินตนาการนะครับ ถ้าวัน ๆ นึง เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจไม่มีเรื่องที่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ต้องระแวดระวังภัยจากอะไร ไม่ต้องกลัวว่าเหตุร้ายอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ต้องมีความทุกข์กับเรื่องอะไร(สิ่งของ, งาน) ไม่ต้องทุกข์กับเรื่องของใคร(คน, สังคม) ไม่ต้องทุกข์กับสินทรัพย์ที่เรามี (เงิน ความมั่งคั่ง) และเราก็ยังรู้สึกสบายใจและมีเพียงพอในส่วนของ ที่พัก อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ซึ่งเรียกว่าปัจจัยขั้นพื้นฐาน ที่มีเพียงพอกับความต้องการของเราแบบเรียกได้ว่า ไม่ขัดสน ไม่ต้องดิ้นรน เพียงพอทั้งปัจจุบันและอนาคต และยังเพียงพอที่จะเผื่อแผ่กับคนที่ขัดสนได้อีกด้วย ก็ดูจะเป็นชีวิตที่ดีมากเลยทีเดียวใช่มั้ยครับ
นั่นล่ะครับควรจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคนเรา คือภาษาทั่วไปก็เรียกได้ว่ามีชีวิตที่ สุขกาย + สบายใจ ก็คือชีวิตที่ดีและน่าอิจฉามากแล้ว แต่ความเป็นจริงมนุษย์เราชอบคิดซับซ้อนเกินไปจากนี้อีกเยอะมาก แล้วก็ไปปรุงแต่งสร้างกำหนดเป้าหมายอะไรที่มันยากหรือว่า ท้าทายตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เราไปให้ถึงจุดที่เกินตัวไปอีกและที่แย่กว่านั้นก็คือบางคนไม่สนใจในเส้นทางที่จะทำให้ได้เป้าหมายมาด้วยว่าจะเป็นการเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นอีกมากเท่าไรก็ตามก็จะทำเพื่อให้ได้เป้าหมายที่ตัวเองต้องการมา
การที่เราจะมีชีวิตที่สุขกายสบายใจนัั้นแท้จริงแล้วมันเรียบง่ายมากเลยครับคือ เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ และ ทำอะไรด้วยความมีสมาธิ เท่านี้เองเป็นหลักพื้นฐานที่ไม่ว่าศาสนาใดก็เอาไปทำตามได้เลย โดยไม่ต้องละทิ้งเป้าหมายด้วย ตัวอย่าง ถ้าเรามีเป้าหมายอยากรวยเพื่อให้ชีวิตสบายในเว็บแห่งนี้ผมก็ตั้งคำถามบ่อยมาก ๆ ว่ารวยที่ว่านั้นคือเท่าไรล่ะ? ก็ต้องกำหนดออกมาครับ เพื่อจะได้เอาไปวางแผนแล้วก็ทำมันออกมาสิ่งนี้ต้องใช้สติในการตอบคำถามต่อเป้าหมายอย่างถี่ถ้วน และใช้สมาธิรอบคอบคิดให้ครบทุกองค์ประกอบ ทั้งต่อปัจจุบันและอนาคต เมื่อเราได้เป้าแล้ว ตอนที่เรากำลังเดินทางไปสู่เป้าหมายเราก็ต้องใช้สติคอยเตือนเราตลอดว่าการไถ social แบบเรื่อยเปื่อยไม่ได้ทำให้เราไปถึงเป้าหมาย เลิกซะ หรือว่า ในช่วงไหนที่งานเราหนักมาก แล้วเรารู้สึกว่าล้ามาก ๆ เราก็แค่ตั้งสติ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร มีวิธีที่ง่ายกว่านี้มั้ย หรือว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันเกินกว่าความต้องการที่แท้จริงของเราหรือเปล่า แล้วเราจะต้องมีชีวิตที่ไม่สงบสุขแบบนี้ไปทั้งชีวิตเลยหรืออย่างไร สติจะช่วยเตือนเรา เพื่อให้เราประคองการดำเนินชีวิตได้ไปในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม หรืออีกตัวอย่าง คือการที่เรามีเรื่องทุกข์ร้อนใจ ไม่สบายใจจากเรื่องของคนที่อยู่ใกล้ชิดเรา เราก็ต้องใช้สติพิจารณาให้ดีก่อนว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเราหรือเค้าซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเค้าเราก็ตัดจบความไม่สบายใจนั้นได้เลย แต่ถ้าบอกว่าเป็นปัญหาเค้าที่จะกระทบมาถึงเรา เราก็ต้องมีสติพิจารณาต่อว่า แล้วเราแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าเราแก้ไขได้ให้เราใช้สติ และ ปัญญา + สมาธิในการพิจารณาในรายละเอียดโดยใช้สติแยกเรื่องอารมณ์ออกไปทั้งหมดก่อนเพื่อให้เราไม่มี Bias ในขั้นตอนการคิดแก้ปัญหาจากนั้นให้เราแก้ปัญหาที่เราสามารถแก้ได้ซึ่งเป็นปัญหาเรา และปัญหาใดที่เราแก้ไม่ได้ก็ปล่อยเป็นเรื่องที่มันต้องดำเนินต่อไป โดยไม่เอาใจเราไปผูกเพียงเท่านี้เราก็จะเบากาย สบายใจทันที รายละเอียดเรื่องนี้นั้นมีอีกมากมายเล่าได้เป็นวัน ๆ แต่ว่าหลักการจะวนอยู่ที่สองเรื่องนี้แหล่ะ
ดังนั้นการที่เราจะมีชีวิตที่สงบได้เราก็ต้องใช้สติคอย ตรวจสอบ ย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าเรากำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีสติหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ดึงกลับมาให้อยู่กับความตั้งมั่น หรือ จิตใจที่แข้มแข็งของเราบ่อย ๆ ซึ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้จำเป็นจะต้องได้รับการฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องเราถึงจะมีสติรู้ตัว เวลาที่มีสมาธิทำงานก็จะไม่วอกแวกไปคิดเรื่องอื่นหรือเมื่อเผลอไปคิดเรื่องอื่นที่ทำให้ไม่สบายใจสติก็คอยดึงกลับมาเรื่อย ๆ วน ๆ ไปเมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องฝึกสมาธิจนมาได้อ๋อจากเรื่องราวทั้งหมดที่ผมเล่าให้ฟังนี่แหละ
ความสุขที่แท้จริง คือความสงบ
มีคำบาลีนึงกล่าวไว้ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ (อ่านว่า นัด-ถิ, สัน-ติ-ปะ-รัง, สุ-ขัง) ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” ซึ่งเมื่อก่อนก็ไม่ได้เข้าใจจริงจังอะไรนะ ได้ยินผ่านมาแล้วก็ปล่อยผ่านไป แต่เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งความจริงที่ผมได้ค้นพบก็คือความสุขในชีวิตของคนเรานั้นแท้จริงแล้วส่วนใหญ่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากความทุกข์ทั้งนั้น ผมงงมากตั้งแต่ที่ได้รู้เรื่องราวนี้เป็นครั้งแรกเพราะที่ผ่านมาผมมองว่าชีวิตเราควรใช้ชีวิตให้มีความสุขตลอดเวลา หรือหาความสุขมาใส่ตัวเองเรื่อย ๆ สิ แต่ถึงผมคิดอย่างนั้น ในใจลึก ๆ ก็ยังมีข้อกังขาหรือความขัดแย้งอยู่ในใจเพราะเราเป็นไปไม่ได้ที่จะหาความสุขใส่ให้ตัวเองตลอดเวลา ผมยกตัวอย่างหนึ่งคือการที่เราได้กินอาหารอร่อยแล้วเรารู้สึกมีความสุข แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถได้กินอาหารอร่อยทั้ง 3 มื้อตลอด 365 วันใน 1 ปี และแม้ว่าเราทำอย่างนั้นจริงเราก็จะเป็นคนอ้วนถึงเราไม่อ้วนยังไงเราก็จะต้องเบื่ออยู่ดี แล้วเราก็จะวนไปหาอาหารที่อร่อยมากกว่าเดิมเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ การตกอยู่ในวังวนแบบนั้นเรากำลังทำให้ความสุขของเรามันยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่อยู่ในใจลึก ๆ ที่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรที่ขัดกันอยู่ที่ตอนแรกผมยังไม่เข้าใจในคำตอบ แม้ว่าเราควรจะมีความสุขแต่ทำไมความสุขนั้นสุดท้ายจึงกลายเป็นไม่มีวันจบเสียที
เพราะความสุขแท้จริงต้นเหตุเกิดมาจากความทุกข์และการพยายามดับทุกข์ จากตัวอย่างข้างบนเราไปมองความทุกข์กลับมาเป็นความสุข! ขอขยายความแบบนี้ คือเรื่องอาหารแท้จริงแล้วร่างกายของคนเราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ หมายถึงมีการทำงานตลอดเวลามีการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง และมีการเสื่อมสลายไป(ระดับ cell) ทำให้เราจำเป็นต้องกินอาหารเพื่อการดำรงอยู่และมีพลังงานของร่างกาย พอเป็นแบบนั้นเราจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าความหิว ซึ่งความหิวนี่แหละคือความทุกข์ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเอง เพราะเราไม่สามารถทำให้ร่างกายเราเลิกหิวได้เองโดยไม่กินอะไรเลย ถ้าร่างกายเราไม่หิวตลอดไปนับจากนี้แปลว่าเราก็จะไม่เกิดความทุกข์ของร่างกายไปได้เรื่องนึง(ยังมีเรื่องอื่นอีก เช่น แก่ ป่วย ฯลฯ) ที่นี้เมื่อเรามีความหิวเป็นความทุกข์แล้วเราก็จำเป็นต้องหาอาหารมาเพื่อดับทุกข์ เรื่องราวทั้งหมดก็ควรจะจบเพียงเท่านี้ แต่ชีวิตจริงเรากลับไปคิดว่าเราจะกินอาหารอะไรดีที่อร่อยลิ้นพอเริ่มตั้งต้นด้วยคำถามแบบนี้ เราจึงมองภาพความทุกข์นั้นกลายเป็นความสุข ที่เราจะได้รับหลังจากการที่เราได้กินอาหารอร่อยในมื้อนั้นแทน แปลว่าเราไม่ได้มองอาหารเพื่อการดับทุกข์อีกแล้ว แต่เรามองว่าอาหารคือการสร้างความสุขต่างหาก และนี่ก็คือเรื่องราวตัวอย่างเดียวง่าย ๆ ที่เรามองว่าความสุข ความทุกข์คือความสุข
ถ้าเราใช้สติพิจารณาดี ๆ การใช้ชีวิตของเรานั้นก็ยังมีอีกหลายเรื่องมากมายที่เราไปมองว่าความทุกข์กลายเป็นความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องแต่งกาย ตัวอย่าง เวลาที่เราต้องถือของสัมภาระหลายอย่างเราก็รู้สึกว่ามันรุงรังและเป็นทุกข์เพราะทำให้ชีวิตเราลำบากดังนั้นก็น่าจะดีถ้าเรามีกระเป๋าที่สามารถเก็บได้ทุกสิ่ง เราก็พยายามหาวิธีดับทุกข์โดยการหากระเป๋ามาใส่สิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้จัดเก็บเป็นสิ่งของเรียบร้อยอยู่ในกระเป๋า แต่หลายคนกลับมองสิ่งนี้ว่าจะต้องใช้กระเป๋าแบรนด์เนม เพราะนั่นจะทำให้มีความสุขแม้ว่าที่จริงก็เป็นเรื่องของการดับทุกข์คือการใส่สัมภาระเข้าไปในกระเป๋าเพียงเท่านั้นก็ตาม
คำถามจึงถูกตั้งย้อนกลับมาว่าแล้วความสุขที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร? คำตอบที่ผมค้นพบก็คือความสุขที่แท้จริงก็คือความสงบ อย่างที่หัวข้อก่อนหน้าได้เล่าให้ฟังไปแล้ว ว่าชีวิตที่เราสงบสุขสบายกายและสุขใจ นั่นแหละก็คือความสุขที่แท้จริงควรจะเรียบง่ายเพียงเท่านั้น และที่จริงมันก็เรียบง่ายเท่านั้นแหละ แต่… มนุษย์เราต่างหากที่ไปตั้งข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทำให้มันยุ่งยากทำให้คนหลายคนแม้ว่ามีทรัพย์สินเงินทองมากมาย รวยล้นฟ้าจนไม่สามารถใช้ได้หมดภายในชีวิตเดียว ก็ยังมีความทุกข์อยู่กับเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาทุกข์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถ Limited Edition เขาทุกข์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์เนมที่มีเพียง 10 ใบในโลกเท่านั้นแม้ว่าความมั่งคั่งหรือสินทรัพย์ที่มีอาจจะมีอยู่หลักหมื่นล้านบาทแล้วก็ตาม ถ้าย้อนกลับมาว่าเราไม่ได้เป็นคนรวยมหาศาลเราก็จะไม่มีความทุกข์เลยใช่ไหม ก็ไม่ใช่เช่นกัน ถ้าเรายังยากจนขัดสนยังนึกไม่ออกว่ามื้อต่อไปจะเอาเงินที่ไหนมาซื้ออาหารกิน รับประกันว่ายังไงก็ทุกข์แน่นอน แต่ถึงแม้ว่าคนชนชั้นกลางที่มีอยู่มีกินมีพอใช้เหลือเผื่อแผ่ให้ครอบครัวได้อยู่บ้างก็อาจจะมีทุกข์ได้เช่นกัน เพราะเขาอาจจะเป็นทุกข์ในการที่จะต้องทำงานที่ตัวเองไม่ได้รักเพื่อเอาเงินไปผ่อนบ้านให้ครอบครัวได้อยู่ หรือว่าผ่อนรถที่ต้องใช้ขับไปทำงาน แม้ว่างานจะยากลำบากเหนื่อยมากก็ไม่สามารถลาออกได้นี่ก็เป็นทุกข์เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในระดับไหนก็ตามผมก็ยังมองว่าเรายังมองหาและสร้างความสงบซึ่งนั่นจะเป็นความสุขที่แท้จริงให้กับตัวเราได้อยู่เสมอ
ความสงบทำให้เกิดความสุข เนื่องจากเมื่อเราสงบแปลว่าเราอยู่ในช่วงภาวะที่ไม่มีความทุกข์ใจ และเมื่อเราสงบแปลว่าเราสามารถบริหารจัดการความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่แย่อย่างไร เราก็จะมีคำตอบกับคำถามเหล่านั้นได้อยู่เสมอและด้วยสภาวะทั้งหมดนี้นั่นจึงทำให้เราเกิดความสุขได้ซึ่งถ้าให้พูดให้ถูกต้องก็คือเป็นสภาวะที่เราไม่มีความทุกข์นั่นเอง
แล้วเราควรมีชีวิตเพื่อทำอะไร?
ถ้าเราบอกว่าเราอยากมีชีวิตที่สงบและความสงบก็คือความสุขซึ่งจะเป็นเป้าหมายที่สูงสุดของชีวิตดังนั้นแล้วเราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรหรือมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ทำให้เรามุ่งไปสู่จุดหมายนั้นได้อย่างที่ต้องการ คำตอบก็คือการฝึกปฏิบัติสมาธิ ซึ่งก็จะควบคู่กับการมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าถ้าเราทำสมาธิแต่เราไม่มีสติในการประคองตัวเองเราจะพบว่าสมองเรามักจะพาเราคิดเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงต้องมีสติในการดึงกลับมาให้อยู่ในการปฏิบัติสมาธิอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเวลาที่เราปฏิบัติสมาธิอยู่นั้นก็จะเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่เราไม่ฟุ้งซ่าน หรืออย่างน้อยที่สุดการฟุ้งซ่านนั้นก็จะถูกดึงกลับมาด้วยสติ นั่นก็มีความหมายเท่ากับช่วงเวลาที่สงบนั่นเอง
พอเราฝึกปฏิบัติสมาธิก็คือพยายามสร้างช่วงเวลาสงบให้กับชีวิตตัวเอง ในเวลาที่เดินผ่านไปเราก็จะไม่วุ่นวายกับความคิดหรือเป็นทุกข์กับเรื่องอื่น ๆ ทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องของคนรอบข้างด้วยเช่นกันและนี่ก็คือคำตอบว่าเราควรจะมีกิจกรรมในชีวิตเพื่อทำเรื่องอะไร
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าวันทั้งวันจะฝึกปฏิบัติสมาธิอย่างเดียวโดยไม่ทำงานทำการไม่ใช้ชีวิตไม่อาบน้ำไม่กินข้าว นั่นก็จะเป็นการสุดโต่งเกินไป ในทางพระพุทธศาสนาก็จะมีคำสอนอยู่แล้วว่าเราควรเดินทางสายกลางดังนั้นก็ไม่ควรจะปฏิบัติสมาธิโดยทำร้ายร่างกายตัวเองหรือทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนแต่เช่นเดียวกันเราก็ไม่ควรจะใช้ชีวิตโดยการละเลยการปฏิบัติสมาธิไปเลยด้วยเช่นกันเพราะนั่นก็จะสุดโต่งไปในอีกทางหนึ่งนั่นเอง ซึ่งในชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแบบนี้เสียด้วยสิ คือไม่มีการฝึกปฏิบัติสมาธิและสติเลย
หน้าตาของชีวิตที่ดีควรเป็นอย่างไร?
ที่นี้ถ้าถามว่าแล้วหน้าตาของชีวิตที่เราควรจะเป็นนั้นจะเป็นยังไงผมค้นพบคำตอบว่า เราควรจะมีพอเพียงพอสมควรที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวเรานั้นไม่เดือดร้อนในทั้งปัจจุบันและอนาคตที่เราได้วางแผนเอาไว้ แต่คำว่าพอเพียงนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีน้อยเสียจนทำให้การใช้ชีวิตนั้นยุ่งยากลำบาก ในทางกลับกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีเยอะล้นฟ้าจนใช้ทั้งชีวิตก็ยังไม่รู้จะใช้ยังไงให้หมด เพราะเมื่อเรามีเพียงพอแล้วเราก็ควรจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือมีเมตตากรุณาให้กับคนที่อยู่รอบตัวเราด้วยซึ่งนั่นก็จะเรียกว่าเป็นบุญในทางพุทธ
อีกใจความที่สำคัญก็คือเราควรใช้ชีวิตแบบมีสติไม่สร้างบาปกรรมหรือการกระทำที่ไม่ดีที่ก่อให้เกิดการเดือดร้อนต่อตัวเองและผู้อื่น ใช่ ต้องไม่เดือดร้อนตัวเองด้วยและก็ต้องไม่เดือดร้อนผู้อื่นด้วยเช่นกันถ้าเรามองไปในสังคมเราจะพบว่ามีผู้คนจำนวนมากมายที่ใช้ชีวิตแบบไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน แต่กลับส่งผลให้ผู้อื่นเดือดร้อนโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนแค่ไหนก็ตามแบบนี้ไม่ควรทำ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นบาปกรรมที่ไม่ดีที่ติดตัวไปและไม่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมไม่ดีคนทุกคนก็จะมีรูปแบบการชดใช้ที่แตกต่างกันออกไปไม่ช้าก็เร็วเช่นกัน
ถ้าจะไม่ตระหนักถึงการทำกรรมไม่ดีแล้วจะได้ผลที่ไม่ดีต่อตัวเองนั้น ก็ขอให้คิดในทางตรงกันข้ามว่าถ้าเราทำแต่กรรมดีหรือทำแต่บุญเยอะ ๆ โดยที่เราไม่ได้ไปคาดหวังว่าจะมีผลที่ดี ๆ ตามกลับมา สิ่งที่มันสะท้อนกลับมากลับกลายเป็นว่าก็จะเป็นแต่เรื่องดี ๆ สะท้อนกลับเข้ามาในชีวิตโดยอัตโนมัติเอง ตัวอย่างที่ค่อนข้างจะเป็นจริงก็คือเมื่อเราเป็นคนที่ดีทำแต่กรรมดีเราก็มักจะเป็นคนที่คิดดีและพูดดีซึ่งพอเป็นแบบนี้เวลาที่ไปคุยกับใครหรือไปคุยกับผู้ใหญ่เขาก็จะมองออกว่าเราเป็นคนที่คิดดีทำดีและเขาก็มักจะให้โอกาสที่จะให้เราได้มีประสบการณ์หรือได้ทำบุญที่ดีเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดการกระทำความดีของเรานั้น ๆ ต่อไป เพราะเขาก็มีประสบการณ์มากพอที่จะมองคนออกว่าใครคือคนที่ดีอะไรเหล่านี้เป็นต้นหรืออย่างตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบมากับตัวเองก็คือ การที่มีผู้ที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูหรือได้ให้โอกาสในการทำงานต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นด้วยจากที่ตัวผมเองเวลาทำงานก็จะทำให้เต็มที่และมีความซื่อสัตย์และสุจริต ไม่คิดคดโกง แม้ว่าจังหวะและช่องทางจะมีอยู่เยอะมาก ๆ ก็ตามดังนั้นในงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินไม่ว่าจะมูลค่าน้อยใหญ่หลักร้อยหรือหลักพันล้านบาท ผมก็ไม่เคยคิดจะคดโกงเอามาเป็นของตนเองเลย และด้วยการกระทำแบบนั้นก็จะเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาทำให้ผมได้รับความไว้วางใจให้ได้โอกาสอะไรอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผมมองว่านี่แหละเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่เราทำดีและถูกต้องโดยที่เราไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้รับอะไรตอบแทนจากสิ่งนั้นและถ้าเป็นไปได้เราก็ยังมีความเกรงกลัวต่อบาปที่ไม่ดีเราก็หลีกเลี่ยงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ทำเท่านี้ผมว่าก็ใช้ชีวิตได้ง่ายแล้วในสังคมปัจจุบัน แล้วสิ่งที่ดี ๆ ชีวิตที่ดี ๆ ก็จะไหลเข้ามาหาเราเรื่อย ๆ
การทำงานของสมอง และ กระบวนการคิด
นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้ค้นพบในช่วง 2 สัปดาห์นั้นและเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ด้วย นั่นก็คือการทำงานของสมองเราในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะมีการทำงานโหมดใดโหมดนึงจาก 3 โหมดดังนี้ SN (Salience Network), DMN (Default Mode Network) และ CEN (Central Executive Network)
ถ้าอธิบายให้เข้าใจและเห็นภาพง่ายๆก็คือเวลาที่ เราได้เห็นได้ยินหรือรับรู้อะไรเข้ามา การทำงานของ SN จะเกิดขึ้น เพื่อใช้วิเคราะห์และแยกแยะว่าจะส่งงานนี้ให้กับสมองส่วนใดระหว่าง DMN หรือ CEN เพราะทั้ง 2 ส่วนนั้นจะทำงานแตกต่างกัน โดยในส่วนของ DMN มักจะทำงานร่วมกับอดีต/วางแผนอนาคต คิดทบทวนเรื่องราวในอดีตหรือคิดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเองรวมถึงตอนที่เรากำลังเหม่อลอย มองวิวทิวทัศน์มองผู้คน ก็จะทำงานในโหมดนี้ด้วยเช่นกัน แต่ในส่วนของ CEN จะถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่อเราจะต้องคิดวิเคราะห์วางแผน หรือทำงานเชิงลึกที่มีความซับซ้อนสูง หรือประมวลผลข้อมูลเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นโหมดการทำงานที่มีโฟกัสกับการทำงานนั่นแหละ
สิ่งที่ผมค้นพบก็คือเราคนอินโทรเวิร์ดอย่างผมมักจะมีการทำงานของ DMN ที่สูงมากกว่า CEN โดยปกติ เพราะมักจะชอบอยู่กับตัวเองอยู่กับความคิด ปล่อยใจให้ลอยไป ผมเรียกว่านั่งเหม่อ นั่นเลยเป็นคำตอบหนึ่งที่ทำไมผมถึงชอบออกเดินทางไปในหลายประเทศแต่ไม่ได้ชอบไปสถานที่ท่องเที่ยวเพียงแค่ต้องการไปดูบ้านเรือนดูวิถีชีวิตของผู้คนไปนั่งอยู่ในร้านกาแฟและมองดูผู้คนโดยรอบมองดูพนักงานในร้านมองดูการตกแต่งเพียงเท่านั้น เพราะช่วงเวลานั้นผมรู้สึกปลอดภัยและได้มีเวลาให้กับความคิดของตัวเองได้อย่างยาวนานและต่อเนื่องโดยในระหว่างที่ DMN ทำงานอยู่ในสมองก็จะสร้างสารที่เรียกว่า Acetylcholine ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้มีความสงบและมีความสุข สำหรับคนกลุ่ม introvert อันนี้จะแตกต่างกับคนที่เป็น extrovert เพราะจะชอบสาร Dopamine มากกว่า ดังนั้นกิจกรรมของคน introvert และ extrovert จึงแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากความชอบของสมองที่แตกต่างกันนั่นเอง
แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน และผมก็ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าทำไมถึงชอบใช้เวลาไปต่างประเทศแต่กลับไปแค่นั่งดูผู้คนและบ้านเรือนหรือไปดูแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวบ้างเล็กน้อย พฤติกรรมไม่เหมือนกับคนที่ไปเที่ยวจนมาได้เข้าใจเรื่องนี้ก็เลยได้คำตอบว่าเป็นเพราะการทำงานของสมองและสารเคมีในสมองนั่นเอง
ข่าวดีก็คือด้วยการฝึกปฏิบัติสมาธิก็มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนทั้งเนื้อสมองและรูปแบบวิธีการทำงานของสมองเราได้ เพราะคน introvert เมื่ออยู่กับตัวเองและความคิดของตัวเองมากจนเกินไป จะทำให้ DMN ทำงานหนักเกินจนเกิด Loop ความคิดซ้ำไปซ้ำมาคือคิดแล้วคิดอีกเรื่องเดิม ๆ จะถูกวนคิดอยู่หลายรอบในแต่ละวัน แล้วก็เหมือนหาคำตอบแบบชัด ๆ ฟันธงไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีคำตอบแต่ก็ดูเหมือนคำตอบนั้นจะยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่กำลังมองหาแล้วก็วนคิดใหม่วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งทางออกของเรื่องนี้จริง ๆ แล้วจะต้องมอบหน้าที่การทำงานของสมองในเรื่องนั้นให้ CEN ต่างหาก แต่เพราะว่าสมองของ introvert ได้ถูกฝึกมาและชอบเสพติดกับ Acetylcholine เลยทำให้มักจะใช้ DMN ในการทำงานเป็นหลัก พอผมได้รู้หลักนี้ก็เลยเข้าใจว่าในหลายครั้งที่ผมอ่านหนังสือมักจะมีจินตนาการตามไปด้วยเสมอ ทำให้เข้าใจหนังสือนั้นในรูปแบบของความคิดของตัวเอง แต่กลับกันถ้าเมื่อไหร่ที่ตั้งใจอ่านหนังสือ แบบอยากเข้าใจจริง ๆ ว่าหนังสือกำลังบอกอะไรเราโดยที่ยังไม่เอาจินตนาการไปผสม(การพยายามใช้สมองส่วน CEN) ผลลัพธ์ก็คือจะหลับในเวลาอันรวดเร็วมากนี่จึงเป็นข้อเสียเปรียบเพราะสมองส่วน CEN ไม่ได้ถูกฝึกมาให้ใช้งานอย่างหนัก และเมื่อถูกนำมาใช้งานก็เลยมีกำลังไม่เพียงพอที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างที่บอกเราสามารถฝึกสมาธิเพื่อสร้างสมดุลและปรับการทำงานของสมองได้ แต่เรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาที่พูดอย่างนี้ก็มีงานวิจัยระบุเอาไว้เช่นกันโดยมีการวัดขนาดของสมองในส่วนของอารมณ์และเหตุผล หลังจากที่มีการฝึกปฏิบัติสมาธิยาวนานประมาณ 8 สัปดาห์ ทำให้มีขนาดของสมองทั้งสองส่วนที่เปลี่ยนไป
ดังนั้นใครที่มักจะมีความคิดวน ๆ อยู่ในหัวและไม่มีทางออกก็อาจจะเป็นเหมือนผมเป็นก็ได้ ลองฝึกสมาธิเพิ่มเติมและถ้าต้องคิดเรื่องอะไรก็จะสรรเวลาให้มาคิดอย่างเป็นรูปประธรรมหรือใช้การเขียนอธิบายออกมาว่าเรากำลังคิดอะไรและคิดอะไรได้บ้างอาจจะใช้เป็นการพิมพ์ตัวหนังสือหรือสร้าง mind map ก็ได้เช่นกันจะช่วยได้มาก
พระธรรมสอนอะไร?
นี่เป็นคำถามหนึ่งที่ผมก็สงสัยตั้งแต่ที่เราเรียนมาตอนเด็กจนโตขึ้นว่าแท้จริงแล้วพระธรรมสอนอะไรกันแน่ มีคำศัพท์และเรื่องราวมากมายให้เรียนเต็มไปหมดผมก็จำไม่ได้อย่างชัดเจนหรอกนะว่าอะไรคืออะไร แม้กระทั่งสับสนด้วยซ้ำว่าอะไรคืออริยสัจ 4 อะไรคือไตรลักษณ์ บอกเลยว่างงมาก ถึงแม้ว่าตอนเด็กจะได้เรียนโรงเรียนวัดและได้เรียนพระพุทธศาสนามาเยอะแต่ก็ลืมไปเกือบหมดแล้วเช่นกันรวมเข้ากับจากข่าวที่เราจะได้เห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าพระสงฆ์มักทำตัวให้เสื่อมเสียจนทำให้ช่วงหลังเรียกได้ว่าไม่ค่อยศรัทธาในพระพุทธศาสนาเท่าไหร่ก็เลยไม่ค่อยได้ให้ค่าพระพุทธศาสนา เรียกได้ว่านับถือแบบในนามเท่านั้นเลย แต่ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ผมก็วางตัวให้เป็นกลางและลงเข้าไปศึกษาอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่ศีล 227 ข้อนั้นมีเพื่ออะไร มีมาได้อย่างไร และระบุเอาไว้อย่างไรบ้าง
สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ แท้จริงแล้วศีล 227 ข้อ ก็เป็นข้อกำหนดของพระสงฆ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตเป็น 227 เลย แต่ถูกค้นพบกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดูไม่เหมาะสมหรือถูกเขียนเพิ่มขึ้นมาเพื่อระบุให้เป็นกิจกรรมที่ควร/ไม่ควรทำหรือเหมาะสม/ไม่เหมาะสมสำหรับพระสงฆ์ และถ้าเราตัดลงมาให้เหลือเพียงแค่ศีล 5 ซึ่งก็คือ 5 ข้อที่คนทั่วไปควรยึดถือนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของ 227 ข้อด้วยเช่นกัน การที่คนทั่วไปรักษาให้ศีล 5 ข้อนั้นถูกต้องได้ก็จะช่วยลดปัญหาทั้งต่อตัวเองและสังคมได้อย่างแน่นอน คือเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ 5 ประการที่ถ้าเราละเมิดทำก็อาจจะนำมาซึ่งผลเสียต่อตัวเองและสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโกหก การดื่มสุรา การลักขโมย การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รวมถึงการประพฤติผิดในกาม แต่ผมคงไม่ลงรายละเอียดไปมากกว่านี้เพราะเดี๋ยวจะยาว แต่เอาเป็นว่าเมื่อเรารู้สึกว่าไม่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตคือจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีศีลธรรมเป็นตัวกำหนดหรือเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต สิ่งบางสิ่งก็อาจจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ยกตัวอย่างเช่นการลักขโมยที่อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุดถ้าเราเริ่มต้นด้วยการลักขโมยดินสอและปากกา และเราค้นพบว่าทำได้เราก็อาจจะอยากลักขโมยในสินค้าที่ราคาแพงขึ้น จนไล่ไปถึงการฉ้อโกงประชาชนโดยที่เราไม่รู้สึกผิดเลยเพราะเราแค่มองว่านั่นเป็นช่องทางที่ทำได้ จุดเริ่มต้นนั้นง่ายมากเพียงแค่เราไม่ประพฤติตามศีลธรรมข้อเดียวก็เท่านั้นเองดังนั้นศีลธรรมเลยเป็นข้อเตือนใจให้พยายามเป็นคนที่ทำอะไรก็ตามไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นเท่านั้น ซึ่งถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัวชุมชนสังคมจนถึงประเทศชาติก็จะอยู่เย็นเป็นสุขกันได้ทั้งหมด
ทีนี้ถ้าพูดถึงคนที่ไม่ได้บวชเป็นพระสงฆ์แล้วมีหลักธรรมที่สอนการดำเนินชีวิต แบบใช้ชีวิตปกติบ้างไหม คำตอบก็คือมีเช่นกัน อาจจะเคยได้ยินชื่อฆราวาสธรรม นั่นก็คือหลักธรรมสำหรับคนทั่วไป หรือจริงๆถ้าเราได้ศึกษาในรายละเอียดของ อริยสัจ 4 จะมีข้อสุดท้ายก็คือ มรรค ซึ่งก็จะมีองค์ประกอบย่อยอีก 8 ข้อ (มรรค 8) การทำตามทั้ง 8 ข้อนั้นก็เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตตามปกติ นั่นคือจะมีความคิดความรู้ที่ถูกต้อง จะมีการพูดที่ถูกต้องตามความเป็นจริง มีการวางตัวที่ถูกต้อง มีการประกอบอาชีพที่ถูกต้องสุจริต และมีการตั้งมั่นสติและสมาธิในการใช้ชีวิตอยู่เนือง ๆ จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้สอนให้รู้สึกเข้าถึงยากหรือจะต้องเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ไม่มีใครเข้าใจกลับกันว่าคำสอนทางพระพุทธศาสนากลับสอดแทรกอยู่ในการใช้ชีวิตได้แทบจะทุกเรื่องที่เราสงสัยเลยก็ว่าได้ ผมก็เลยเข้าใจว่าที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนาและมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากนั้นก็เป็นเพราะองค์ความรู้และศัพท์เฉพาะเช่นภาษาบาลีนั้นเป็นอะไรที่เข้าใจยากและมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของนักบวชที่มีชีวิตแตกต่างจากการใช้ชีวิตโดยปกติของคนทั่วไปผมก็เลยแก้ความไม่เข้าใจของตัวเองได้และค้นพบว่าเราทุกคนสามารถเรียนรู้ศาสนาและนำมาปรับใช้เข้ากับชีวิตได้
ผมได้คำตอบเรื่องหนึ่งจากการพูดคุยกับเพื่อนหลายคนที่มีลูกเล็ก และถามผมว่าเราควรจะสอนลูกอย่างไรดี ซึ่งตัวผมเองนั้นไม่มีลูกก็เลยยังไม่เคยได้ใช้เวลาและชีวิตในการศึกษาเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เกี่ยวกับลูก ๆ แต่พอผมได้ศึกษาศาสนาก็เลยเข้าใจได้ว่าเราก็สอนพระธรรมให้กับเด็ก ๆ นี่แหละ เพราะว่าในศีลธรรมนั้นจะมีองค์ความรู้หลายเรื่องที่สามารถนำมาประยุกต์กับการใช้ชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นความความคิด การกระทำ คำพูด การวางตัว ทุกอย่างล้วนมีคำอธิบายในพระธรรมทั้งหมดเลย แต่จุดที่ยากที่สุดของเรื่องนี้ก็คือผู้ปกครองหรือพ่อแม่นี่แหละจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ พระธรรม ให้ลึกซึ้งมากเพียงพอในระดับที่สามารถประยุกต์นำมาใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย (อย่างถ้าเป็นผมเมื่อก่อน ที่เข้าใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ไม่สามารถอธิบายได้อย่างถูกต้องแน่นอน) จึงจะสามารถสอนลูกได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ถ้าลูกไปโรงเรียน แล้วโดนเพื่อนล้อว่าอ้วน ลูกก็จะไม่สบายใจและกลับมาปรึกษาพ่อแม่ ถ้าเราใช้พระธรรมมาสอนลูกก็จะต้องคุยกับลูกว่า เวลาที่มีคนด่ากันคนที่ถูกด่าถ้าไม่รับมาเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจ คำด่านั้นก็จะลอยหายไปตามสายลม และถ้าสังเกตดี ๆ คนที่ด่าก็จะได้ยินเสียงด่าของตัวเองชัดเจนที่สุดมากกว่าคนที่ถูกด่าและคำด่านั้นก็เป็นเพียงแค่คำพูดเหมือนที่เรากำลังคุยอยู่ในตอนนี้ซึ่งจะมีความหมายกับคนที่ฟังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ฟังนั้นเลือกที่จะรับฟังและเก็บมาคิดมากน้อยแค่ไหน ยังไม่เพียงเท่านั้น ถ้าเราไม่มองว่าเป็นคำด่าแต่เรามองว่านั่นคือกระจกสะท้อนบานหนึ่ง ที่กำลังสะท้อนตัวเราอยู่ เราก็อาจจะต้องกลับมาพิจารณาว่าสิ่งที่เขากำลังกล่าวอยู่นั้นเป็นจริงหรือไม่ ถ้าเป็นจริงแล้วส่งผลเสียกับตัวเราหรือไม่ถ้าส่งผลเสียเราก็ควรจะปรับปรุงตัว ในกรณีนี้ถ้าเราเห็นกระจกแล้วเราพบว่าเราก็เป็นคนที่อ้วนและมีน้ำหนักเกินจริง ๆ ก็อาจจะเป็นการดีกว่าที่เราจะเริ่มในการปรับปรุงตัวลดน้ำหนักเราลง แต่การที่เราลดน้ำหนักลงไม่ใช่เป็นเพราะคำด่าของเพื่อนเขา แต่เป็นเพราะมีกระจกที่สะท้อนตัวตนที่เราไม่เคยได้สังเกตตัวเองก็เท่านั้นเอง เมื่อเราคิดแบบนี้ได้เราก็จะสบายใจ และถ้าเราพบว่าความอ้วนก็ดูจะเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตและการใส่เสื้อผ้ารวมถึงตอนโตก็อาจจะมีปัญหาในการทำงานในหลาย ๆ หน้าที่ที่ไม่สามารถรับคนอ้วนได้ก็จะเป็นการดีกว่าที่เราจะเริ่มลดน้ำหนักในตอนที่เรายังอายุน้อย นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของเรื่อง ๆ เดียวเท่านั้น แต่เราก็จะพบว่าความเข้าใจในพระธรรมก็สามารถนำมาประยุกต์ได้โดยที่เราไม่ต้องพูดให้เข้าใจยาก หรือดูเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากเลย ผมถึงได้บอกว่าเรื่องนี้ความยากจะอยู่ที่ผู้ปกครองเองว่ามีความเข้าใจในพระธรรมระดับใด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้มากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นที่พึ่งพาของลูกเพราะต้องไม่ลืมว่าในตอนที่ลูกยังเป็นเด็กผู้ปกครองนั้นก็เป็นเหมือนทุกสิ่งอย่างของเขาดังนั้นจะโตขึ้นมาแบบไหนก็จะมีผู้ปกครองนี่แหละที่เป็นคนคอยชี้นำและนำทางเขา
นิพพาน?
เรื่องหนึ่งที่ผมก็สงสัยมากชอบคุยกันในหมู่คนปฏิบัติธรรมว่าอยากจะไปให้ถึงนิพพาน แล้วคำว่านิพพานคืออะไร ตรงนั้นมันเป็นยังไง มันมีอะไร เป็นแบบไหน ทำไมถึงอยากไปถึงกัน มันเป็นยศเป็นตำแหน่ง หรือเป็นอะไร ผมก็เลยหาคำตอบมาจนได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว นิพพานเป็นเพียงแค่สภาวะของความคิดและจิตที่มั่นคงไม่มีแรงสะเทือนไม่ว่าจะมีอะไรมาทำให้กระทบกระเทือนก็ตาม คนที่เป็นนิพพานก็จะปราศจากอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความคิดโอนเอนไปในอดีตและอนาคต มีแค่ปัจจุบันและความรู้ตัวปัจจุบันเพียงเท่านั้นดังนั้นจึงไม่เกิดทุกข์ และไม่เกิดสุขไม่ว่าเหตุการณ์รอบข้างจะดีหรือแย่ก็ตามจะไม่มีความหวั่นไหวหรือความรู้สึกอะไรไหลไปกับเหตุการณ์เหล่านั้นเลยนั่นคือสภาวะนิพพาน แต่ถ้าถามว่านั่นคือการด้านชาต่อการรับรู้หรือเปล่า เปล่าไม่ใช่ว่าเค้าสามารถข่มความคิดไม่ให้เจ็บปวดได้แต่ไม่เคยเกิดความคิดเจ็บปวดต่อเรื่องใด ๆ ขึ้นเลยต่างหาก
ผมก็เลยได้คำตอบว่าทำไมคนถึงอยากไปอยู่ที่จุดนั้น นั่นเป็นเพราะว่าใครที่ได้ถึงนิพพานก็คือการที่มีชีวิตที่สงบที่สุดแล้วและถ้าย้อนกลับไปการที่มีชีวิตที่สงบที่สุดนั่นก็เปรียบได้คล้ายกับการมีความสุขที่สุดอย่างแท้จริงทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ความสุขหรอกแต่อย่างที่บอกความสุขก็คือความทุกข์ที่เรามองเห็นผิดเป็นความสุขนั่นเองคือเป็นสภาวะที่ว่างเปล่าทางอารมณ์ความคิดและจิตใจแต่ร่างกายยังคงทำงานอยู่ตามปกติยังคงมีสิ่งที่เรียกว่าความหิวเกิดขึ้น ถ้าถูกตีก็ยังมีความเจ็บเป็นปกติ เพราะนี่คือ reflect อัตโนมัติของร่างกาย ที่เราไม่สามารถห้ามได้ แต่แม้ว่าถูกตีก็จะไม่เกิดความโกรธเกลียดหรือพยาบาทใด ๆ ทั้งสิ้น ก็จะปล่อยวางให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ
ซึ่งการไปถึงนิพพานไม่จำเป็นต้องออกบวชเท่านั้นแต่คนทั่วไปก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่เราจะไม่เคยเห็น เพราะคนที่ถึงนิพพานจะมีความถ่อมตนเป็นอย่างมากจะไม่ประกาศตัวว่าตัวเองถึงนิพพานดังนั้นเราอาจจะไม่ได้เคยเห็นคนที่ถึงนิพพานจริง ๆ แต่อาจจะมีอยู่จริงในปัจจุบันก็เป็นได้
หวังว่าทุกท่านน่าจะได้ประโยชน์อะไรติดไม้ติดมือไปบ้างนะครับ ตอนนี้เรามี AI แล้ว ก็สามารถนำคำถามข้อสงสัยต่าง ๆ ไปปรึกษาพระอาจารย์ AI ต่อได้เลยครับ ตอบได้ทุกเรื่องแน่นอน และที่เหลือก็ลงมือแล้วครับ ทุกวันนี้ผมก็ยังฝึกสมาธิอยู่อย่างต่อเนื่อง มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่วันแต่ก็พยายามทำต่อเนื่องอยุ่ทุก ๆ วันครับ