มาต่อเนื่องกันจากบทความที่แล้วที่เล่าเอาไว้เรื่องของเงินออมและการสูญเสียมูลค่าของเงินออมรวมถึงระยะเวลาที่เราออมเงินและวิธีคิดพื้นฐานในการออมเงิน
เนื้อหานี้จะเน้นกันที่ขั้นตอนและวิธีการคิดเป็นลำดับขั้นว่าเราจะมีการแบ่งการออมเงินเป็นขั้นตอนอย่างไร และด้วยเหตุผลอะไรที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้การออมเงินนั้นเป็นไปตามแนวทางและหลักการที่ถูกต้องเพื่อสร้างอนาคตการออมเงินที่ดีในลำดับต่อไป
1 ออมเงินสดเผื่อฉุกเฉินก่อนเสมอ
สิ่งนี้จะเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ไม่ว่าอ่านจากเว็บหรือนักแนะนำทางการเงินใด ๆ ก็จะแนะนำไปในทางเดียวกันว่าให้เก็บเงินสดเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ก่อนเสมอ
เงินก้อนนี้จะเป็นเงินที่เก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจริง ๆ คำว่าฉุกเฉินก็ขอให้ตีความให้ตรงกันว่า ฉุกเฉิน คือสถานการณ์ที่ทำให้เราตึงเครียดและไม่ได้ตั้งตัวในการต้องใช้เงินในเหตุการณ์นั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยหรืออุบัติภัยใด ๆ ก็ตามที่เกิดกับร่างกายหรือสินทรัพย์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือบ้านหรืออื่น ๆ ที่ทำให้เราจำเป็นต้องใช้เงินมากในระดับหนึ่ง รวมไปถึงเหตุที่ไม่คาดฝันอย่าง ตกงาน ซึ่งจะทำให้รายรับหรือรายได้ที่เราเคยมีนั้นหายไปด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้นเราจำเป็นจะต้องใช้เงินเพื่อประคับประคองไม่ให้ชีวิตสะดุดล้มไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารการกิน, ที่อยู่, ค่ารักษา หรือ การซ่อมบำรุง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเงินฉุกเฉินนี่คือเงินพร้อมใช้สำหรับความต้องการใช้ใด ๆ เช่น ต้องการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ซื้อเครื่องประดับ หรือ เสื้อผ้าเครื่องสำอาง โดยมองว่านี้เป็นเรื่องฉุกเฉินแล้ว แบบนี้จะทำให้เราเสียวินัยการออมเงินไปได้โดยง่าย
จำนวนเงินที่จะต้องออมเพื่อให้เพียงพอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยทั่วไปจะอ้างอิงจากค่าใช้จ่ายรายเดือนทั้งหมด คูณเข้าไปด้วย 6-12 หมายถึงว่าถ้ามีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้นทำให้รายรับเราหายไป เราจะมีเงินสามารถพยุงให้เราเดินหน้าต่อไปได้อีก 6-12 เดือนขึ้นอยู่กับจำนวนที่เราเก็บเอาไว้ กลัวน้อยเก็บน้อย กลัวมากเก็บมาก แต่เก็บมากไว้ก่อนจะดีกว่า เงินเหลือย่อมดีกว่าเงินขาด
เงินจำนวนนี้สามารถเก็บไว้ในบัญชีธนาคารหรือเก็บเป็นเงินสดที่บ้านหากมีความปลอดภัยมากเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องนำไปลงทุนเพื่อหาผลกำไรอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะจำนวนเงินไม่ได้มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดความแตกต่าง อย่างมีนัยยะสำคัญ
ผมลองยกตัวอย่างว่าถ้ามีค่าใช้จ่ายรายเดือน 30,000 บาทต่อเดือน แล้วเราเก็บให้เพียงพอสำหรับ 10 เดือน เท่ากับว่าเราจะต้องมีเงินเก็บสำรองฉุกเฉินจำนวน 300,000 บาท ถ้าเราสามารถหาดอกเบี้ยได้ 1% ก็เท่ากับว่า 1 ปีเราจะได้เงิน 3,000 บาท ตกวันละไม่ถึง 10 บาท จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด ดังนั้นเงินนี้เน้นที่พร้อมใช้แต่ใช้เพื่อตอนฉุกเฉินเท่านั้น แต่ถ้าเกิดเงินสำรองฉุกเฉินก้อนนี้หายไป หรือไม่พร้อมใช้ในตอนที่จำเป็นต้องใช้ ความยากลำบากจะเพิ่มเป็นทวีคูณแทน
หากยังไม่สามารถเก็บเงินสำรองฉุกเฉินพร้อมใช้ได้ก็ยังไม่ควรก้าวไปในขั้นถัดไป เพราะเราควรค่อย ๆ เติบโตทีละลำดับขั้นไปเรื่อย ๆ โดยการสร้างฐานรากที่มั่นคงจะได้ไม่ล้มได้โดยง่าย โดยเฉพาะคนที่มีคนอื่นที่ต้องดูแลอยู่เบื้องหลัง ควรเน้นเรื่องฐานให้แน่นเอาไว้ก่อนเสมอ
2 ซื้อประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ
หลังจากที่เรามีเงินสำรองฉุกเฉินพร้อมใช้ครบ 6-12 เดือนตามที่เราต้องการเรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนต่อมาเราก็จะมาทำการป้องกันเงินสำรองฉุกเฉินด้วยการซื้อประกัน
ใช่ครับ คนไทยมักจะไม่ค่อยชอบประกัน เมื่อก่อนผมก็ไม่ชอบ แต่หลังจากที่เข้าใจว่าประกันนั้นทำงานอย่างไรก็ทำให้พบว่าประกันนั้นเป็นเครื่องมือที่ดีอันนึงในการที่ใช้ให้เราสามารถประหยัดเงินได้ในกรณีฉุกเฉิน หรือประหยัดเงินเก็บได้ด้วยนะ
เรารู้กันอยู่แล้วว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินบางอย่างเกิดขึ้นคงมีความจำเป็นที่เราจะต้องเอาเงินเก็บสำรองฉุกเฉินนั้นออกมาใช้อย่างแน่นอน ผมขอยกตัวอย่างเดิมว่าเรามีเงินสำรองฉุกเฉิน 300,000 บาทตามตัวอย่างที่เรายกไว้ในขั้นตอนแรกแล้ว
แต่หากเราประสบอุบัติเหตุค่อนข้างรุนแรงหรือรถยนต์เกิดความเสียหายค่อนข้างมากซึ่งแน่นอนก็จะต้องใช้เงินหลายแสนบาทในการจัดการปัญหาตรงนี้หากเราไม่มีประกันเราจำเป็นจะต้องนำเงินสำรองฉุกเฉินเอาออกมาใช้ สมมุติว่าเหตุฉุกเฉินในครั้งนี้ทำให้เราต้องใช้เงินไปทั้งสิ้นจำนวน 200,000 บาท แปลว่าเราจะต้องย้อนกลับไปเพื่อเก็บเงิน 200,000 บาทนั้นกลับมาให้ครบอีกรอบนึง
แต่หากเหตุการณ์แย่กว่านั้นก็คือจากเหตุการณ์นั้นทำให้เราไม่มีรายรับเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างที่เคย แปลว่าเงินสำรองฉุกเฉินที่เราเคยมีนั้นจะเหลือให้ใช้เพียงแค่ 100,000 บาทเท่านั้นซึ่งรายจ่ายของเราที่ 30,000 บาทต่อเดือนทำให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้เพียงแค่ 3 เดือนเศษเท่านั้นเรียกได้ว่าสถานการณ์ที่ฉุกเฉินก็เปลี่ยนเป็นวิกฤตในทันที
ประกันจึงเข้ามาช่วยในส่วนนี้เพราะว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่ว่าต่อร่างกายหรืออุบัติเหตุหรือสินทรัพย์เราประกันก็จะเข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น สมมุติว่าหากเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลทางประกันก็จะเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนนั้นให้ในกรณีนี้ก็คือ 200,000 บาทแปลว่าเรายังมีเงินสำรองฉุกเฉิน 300,000 บาทอยู่เท่าเดิมถ้าเราไม่มีรายรับต่อเนื่องจากเหตุการณ์นั้นเราก็ยังสามารถใช้เงิน 300,000 บาทไปได้อีกนาน 10 เดือนเหมือนอย่างแผนที่เคยวางเอาไว้ โดยทั้งหมดนี้เราอาจจะจ่ายค่าประกันเพียงแค่หลักพันบาทต่อปีเท่านั้น เช่นเดียวกันกับประกันในส่วนของสินทรัพย์ ค่าเบี้ยที่เราต้องจ่ายในแต่ละปีไม่แพงแต่คุ้มครองมูลค่าสูงกว่านั้นเยอะ
อีกแนวคิดนึงที่ผมเจอกับตัวเองคือเงินที่ต้องเตรียมเพื่อการเกษียณ ตอนนั้นยังไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพ ผมต้องการเตรียมเงินเอาไว้ 5 ล้านบาทแยกเอาไว้ เพื่อเอาไว้รักษาตัวเองหากเกิดเหตุฉุกเฉินทางด้านสุขภาพโดยเฉพาะ แล้วตอนที่นั่งทำแผนเกษียณทำให้พบว่ามันยากมาก เพราะเราต้องมีเงิน 5 ล้านบาทนี้ คือมันไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆเลยที่จะเก็บได้ นอกเหนือจากนั้น ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ทำประกันชีวิตแบบจริงจังด้วย ผมก็คิดว่า งั้นเดี๋ยวเราควรจะมีเงินฉุกเฉินสำหรับคนข้างหลังเราไว้อีก 5 ล้านก็น่าจะพอ คราวนี้รวมเป็นต้องหามาเก็บสำรองให้ได้ 10 ล้านบาท หนักเลยครับคงอีกหลายสิบปีแล้วล่ะที่จะหลุดออกจากวงจรการทำงานนี้ได้ แล้วผมก็ไปค้นพบเรื่องประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่ผมจ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาทต่อเดือนแบบจ่ายทิ้งเลยนะเพื่อครอบคลุมค่ารักษา 5 ล้านบาท + ศึกษาประกันชีวิตแบบจ่ายเบี้ยทิ้ง ที่เราจะได้วงเงินเอาประกันสูงมากโดยจ่ายเบี้ยไม่เยอะ เพราะจ่ายทิ้งไปเลย ดังนั้นผมสามารถเกษียณได้เร็วขึ้นเพราะเราผ่อนจ่าย 3+3 หมื่นบาทต่อปี เพื่อแลกการคุ้มครอง 5+5 ล้านบาทที่ต้องเตรียมเองแล้วภาวนาไว้ด้วยว่าขอให้อย่าได้ใช้เลย เพราะถ้าใช้แปลว่าป่วยหนักหรือตายแล้ว ผมไม่อยากป่วยหนักครับไม่ใช้แหล่ะดีแล้ว พออ่านถึงตรงนี้ก็อาจจะสงสัยว่าแล้วผมไม่เสียดายเงินเหรอเพราะถ้าจ่ายทิ้งแบบนี้ตีคร่าวๆ 20 ปี ก็รวมๆต้องจ่ายทิ้งไป 2 -3 ล้านบาทเลยนะ (อายุที่เพิ่มขึ้น เบี้ยประกันจะแพงมากขึ้น ดังนั้น เอา 6 หมื่นคูณ 20 ตรงๆไม่ได้ครับ) ถ้าถามแบบนี้ต้องไม่ลืมอย่างนึงนะว่าเพราะประกันนี้ทำให้ผมไม่ต้องเตรียม 10 ล้านตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนและทำให้แผนเกษียณเร็วมากขึ้นด้วยเพราะข้ามการเก็บเงิน 15 ล้านนั้นไปได้เลยแบบนี้ไม่คุ้มกว่าเหรอ? แล้ว 20 ปีกับเงิน 2-3ล้านที่จ่ายค่าเบี้ย อย่างที่เรารู้ครับ ว่ามูลค่าจริงในอนาคตมันก็ครึ่งเดียวโดยประมาณ ก็คือ สัก 1.5 ล้านบาทเท่านั้น แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นครอบคลุมการรักษาที่ 5 ล้านบาทและชีวิตอีก 5 ล้านเลยนะ ผมมองมุมนี้มากกว่าครับผมกำลังเอาเงิน 1.5 ล้านแลก 10 ล้านบาทอยู่ไม่เห็นว่ามีอะไรที่ต้องเสียดายนะ ให้หน้าที่ประกันเค้ารับความเสี่ยงไป เพราะนั่นคืออาชีพเค้า
ผมไม่ได้อยากให้มองว่าการทำประกันเป็นเรื่องของความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าซึ่งเมื่อก่อนผมเคยมองแบบนั้น แต่ผมอยากให้มองว่าประกันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรายังสามารถปกป้องสินทรัพย์ของเราเอาไว้ได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่เราไม่ต้องการจะให้เกิด อย่างคำที่เขาว่าคนทำประกันไม่ได้ใช้คนได้ใช้ไม่ได้ทำประกัน หรือคำที่เขามักจะพูดกันว่า ถ้าจะให้เป็นไปได้ดีที่สุดก็คือทำประกันแล้วภาวนาว่าขออย่าให้ได้ใช้เลย เพราะถ้าเราได้ใช้ประกันเมื่อไหร่แปลว่าเกิดเหตุที่ไม่ดีกับเราหรือทรัพย์สินของเราแล้วนั่นเอง ซึ่งความรู้สึกทางจิตใจมันตีเป็นมูลค่าได้ยาก ดังนั้นทำไว้เถอะแล้วภาวนาว่าอย่าได้ใช้ แต่ถ้าเกิดเหตุที่เราไม่คาดฝันแล้วจำเป็นต้องได้ใช้อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้ว่าเงินสำรองฉุกเฉินเราจะยังได้ทำหน้าที่อย่างเต็มจำนวนตามแผนที่ระวังเอาไว้ และมีวงเงินมากเพียงพอสำหรับการรักษาตัวเราได้อีกด้วย
ตรงนี้แนะนำให้ปรึกษากับตัวแทนประกันว่าเราควรจะทำประกันเพื่อครอบคลุมมูลค่าเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับสินทรัพย์ที่เรามี ไม่จำเป็นต้องทำให้ยอดประกันสูงที่สุดเพราะว่าเราจะต้องจ่ายแพงมากซึ่งอาจจะกระทบกับการออมเงินของเราในระยะยาวได้เช่นกัน อย่างตอนนั้นผมมองว่าถ้าผมเป็นอะไรไป คนข้างหลังมีเงินก้อนเพื่อตั้งหลักตั้งตัวได้มากระดับนึง ก็น่าจะ OK แล้วผมถือว่าได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้วจนนาทีสุดท้าย
เนื่องจากประกันส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายรายปีดังนั้นขอให้ประเมินการเก็บเงินเอาไว้ให้ดี ผมแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็นจ่ายรายเดือน หรือเราแยกบัญชีเก็บออกมา โดยบัญชีนี้เราจะโอนเข้าไปเป็นค่าเบี้ยประกันทุก ๆ เดือนและเมื่อครบ 1 ปีเราก็ค่อยถอนจากบัญชีนี้ไปจ่ายค่าเบี้ยประกันแบบรายปีแบบนี้ก็จะชัดเจนและบริหารจัดการได้ง่ายกว่าครับ
3 ออมเงินในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและรักษามูลค่าได้ดี
เมื่อเรามีประกันที่เหมาะสมกับตัวเราและครอบครัวของเราเรียบร้อยแล้วเราก็จะมั่นใจได้ว่าเรามีทั้งเงินสำรองฉุกเฉินซึ่งรองรับเหตุการณ์ที่ฉุกเฉินอย่างแท้จริงรวมทั้งถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็จะมีประกันเข้ามาช่วยค่าใช้จ่ายและบรรเทาสถานการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้นได้อย่างแน่นอนแล้ว
ถ้ามาถึงขั้นนี้แล้วเราก็จะอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างจะเป็นอิสระในด้านค่าใช้จ่ายจากเหตุไม่คาดฝันมากแล้วดังนั้นเราจึงสามารถนำเงินส่วนที่ยังเหลืออยู่ไปต่อยอดเป็นการออมเงินเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อได้แล้ว
ใช่ครับผมยังหมายถึงเรื่องการออมเงินอยู่ และตามที่เนื้อหาก่อนหน้านี้ได้อธิบายเอาไว้ว่าเราควรเอาเงินเก็บเอาไว้ในทองคำแท่งกับ bitcoin ซึ่งอันนี้แต่ละคนก็ต้องพิจารณาเองว่าจะแบ่งสัดส่วนกันอย่างไร แต่โดยส่วนตัวผมที่มองไปในอนาคตข้างหน้าตามที่โลกในปัจจุบันพยายามเปลี่ยนไปในทางที่เป็นเทคโนโลยีมากขึ้นรวมทั้งเด็กรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาบนเทคโนโลยีแล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้นเป็นไปได้สูงมากว่า bitcoin จะได้รับความนิยมสูงในอนาคตมากขึ้น ดังนั้นถ้าเราแบ่งสัดส่วนเป็น 80-20 โดย 80% ก็คือ bitcoinส่วน 20% ก็จะเป็นทองคำแท่ง ก็น่าจะมี potential มากกว่าในอนาคตอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่เราต้องจำเอาไว้เลยก็คือเงินออมนี้เรากำลังพูดถึงระยะเวลาที่นาน 5 ปี ขึ้นไป ถ้าเขารู้สึกว่าเราอาจจะมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินภายใน 5 ปีนี้ผมก็ยังไม่แนะนำให้เรามาออมเงินในสินทรัพย์เหล่านี้ ควรสร้างเงินเก็บขึ้นมาอีก 1 กอง ซึ่งกองนี้จะใช้เพื่อเป็นการจ่ายค่าใช้จ่ายในอนาคตอันใกล้นี้ภายในระยะเวลา 5 ปี เก็บเป็นรูปเงินสดได้เลย เพราะว่าการออมเงินในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนทางด้านราคาในระยะเวลาสั้นกว่า 5 ปีอาจจะทำให้มีการขาดทุนได้อันเนื่องมาจากความผันผวนของราคา แม้ว่าผมแนะนำว่าขั้นที่ 3 จะเป็นขั้นตอนการออมเงินในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและรักษามูลค่าได้ดีก็ตามแต่เราก็ต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงด้วยรวมทั้งระยะเวลาที่เราจะต้องใช้เงินให้เหมาะสมด้วย
แต่ถ้าเราไม่มีแผนจะใช้เงินใน 5 ปี หรือเพราะเราว่ามีเงินกองที่สามารถนำออกมาใช้ได้ซึ่งไม่เกี่ยวกับกองฉุกเฉิน ผมถึงจะคิดว่าส่วนเกินให้ออมใน bitcoin กับทองคำแท่ง
โดยจำนวนที่สามารถออมในลำดับขั้นนี้ได้ก็คือไม่มีจำกัด สามารถหยุดได้ที่ขั้นตอนนี้ หมายถึงว่าเวลามีเงินเก็บก็เน้นที่การออมอย่างเดียวได้ตลอดไป เพราะเราออมในสินทรัพย์ที่ถูกต้องแล้ว
ในบทความก่อนหน้านี้ก็คือการออมเงินในสินทรัพย์ที่ถูกต้องมักจะสู้เงินเฟ้อได้ในระยะยาว ดังนั้นการออมในสินทรัพย์เหล่านี้เราก็จะมั่นใจได้ว่าในตอนที่เราเกษียณไปอีกหลายสิบปีข้างหน้านั้นเราก็จะมีเงินและมูลค่าที่เติบโตขึ้นสู้กับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับข้าวของที่ราคาแพงขึ้นได้ด้วยเช่นกัน
นี่ไม่ใช่แนวคิดของการเก็งกำไรหรือการเทรดแต่อย่างใด เราแค่ต้องการรักษามูลค่าเงินออมของเราเลยระยะยาวก็เพียงเท่านั้น
แต่หากบางช่วงบางตอนระหว่างการออมใน Bitcoin ซึ่งเป็นระยะยาวและต้องการสภาพคล่อง(เงินสด) สามารถอ่านเนื้อหาที่เคยเขียนเอาไว้ได้เลยครับ ใช้ชีวิตอยู่บน Bitcoin อธิบายสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งแนวทางเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่าเราควรบริหารจัดการเพื่อให้เรามีเงินสดหมุนเวียนใช้จ่ายได้อย่างไร โดยมีวิธีคิดอย่างไร เพราะอย่างที่บอกเอาไว้แล้วว่าสินทรัพย์เหล่านี้มีสภาพคล่องที่สูงครับ
4 อย่าเร่งรีบลงทุนถ้าความรู้ยังน้อย
ในระหว่างที่เรากำลังออมเงินอย่างที่ผมบอกว่าไม่มีเพดานจำกัดไม่มีระยะเวลาที่จำกัดอีกต่อไปถ้าเราอยากต่อยอดเราก็ควรใช้เวลาในการออมเงินเหล่านั้นพร้อมกับการหาข้อมูลและความรู้ในด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่ผมก็ไม่ค่อยแนะนำให้รีบลงทุนโดยที่ยังไม่มีความรู้อะไรเพราะว่าการลงทุนโดยที่เราไม่มีความรู้จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่ายมากขึ้นและสิ่งนั้นก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อต้นทุนที่เราออมเอาไว้
ผมอยากให้คิดว่าเราควรจะเสียดายเงินที่เราใช้หยาดเหงื่อแรงงานไปแลกออกมาไปกับการลงทุนที่ไม่ทำให้เกิดกำไรให้มากๆ
และผมก็อยากจะเตือนอีกอย่างหนึ่งว่าเราต้องแยกแยะใหม่ให้ดี ๆ ว่านี่คือการลงทุนที่แท้จริงหรือว่าเป็นการพนัน เพราะหลายคนไม่สามารถแยกออก รู้แต่ว่าใส่เงินเข้าไปแล้วหวังว่าเงินมันจะเพิ่มขึ้น โดยกระทั่งยังไม่เข้าใจเครื่องมือที่เรากำลังใช้งานเลยก็ตาม แบบนี้ค่อนข้างเป็นไปได้สูงมากกว่ากำลังเป็นพนันแต่ไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเองและยังเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในกระบวนการลงทุนอยู่
หลายคนออกมาบ่นว่าเสียเงินเก็บไปจำนวนมากหลักแสนถึงหลักล้านบางคนอาจจะถึงหลักสิบล้านจากการลงทุนแล้วแพ้ ซึ่งแบบนั้นค่อนข้างชัดเจนว่านั่นไม่ใช่การลงทุนแล้วแต่เป็นการพนัน แต่ที่น่าเสียดายก็คือบางคนก็ยังมองไม่ออกและพยายามหาเงินมาเติมเข้าไปอีก หวังว่าจะพยุง แต่นั่นแหละเป็นการพนันแบบเต็ม ๆ แล้วเขาแค่มองตัวเองไม่ออกเท่านั้นเอง ดังนั้นอย่าหลงไปในการพนันแบบที่เราเข้าใจว่าเป็นการลงทุนแบบนี้เด็ดขาด
เน้นการเพิ่มความรู้ให้เยอะเข้าไว้ก่อนในระหว่างที่เรากำลังสะสมทุน เพราะว่าถ้าความรู้เรามีมากพอและทุนเรามีขนาดใหญ่พอเราจะสามารถเปลี่ยนชีวิตได้จริง จากการลงทุนที่ถูกต้อง
ตัวอย่างนี้ผมมักจะยกบ่อยถ้าเรามีเงิน 1 ล้านบาทเราสามารถหากำไรได้ 10% แปลว่าเราจะได้กำไร 100,000 บาท แต่ในเหตุการณ์เดียวกันเลยถ้าผมเปลี่ยนทุนเป็น 30 ล้านบาท เรายังสามารถหากำไรได้ที่ 10% เท่าเดิมแปลว่าตอนนี้เราจะได้กำไร 3 ล้านบาทแล้ว จะเห็นได้ว่าถ้าเราใช้ความสามารถเท่าเดิมแต่บนก้อนเงินทุนที่แตกต่างกันผลลัพธ์ก็จะแตกต่างกันด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้หาความรู้ในด้านการลงทุนให้เยอะ ๆ ก่อนที่จะไปลงทุนจริงโดยใช้ช่วงเวลาระหว่างนั้นในการออมเงินไปเรื่อย ๆ เพื่อเติมให้ก้อนทุนมันใหญ่ขึ้นด้วยนั่นเอง
ทั้งหมดนี้ก็คือ 4 วิธีการคิดขั้นพื้นฐานในการออมเงินเพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคง ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้จนจบและเข้าใจทั้งหมดรวมถึงได้เริ่มทำแล้วหรือกำลังทำอยู่ขอให้คุณรู้เอาไว้ว่าคุณคือคนจำนวนน้อยที่ได้เข้าใจส่วนหนึ่งของเรื่อง “ความฉลาดรู้ทางด้านการเงิน” (financial literacy) ซึ่งมีผลต่อชีวิตของคุณและครอบครัวของคุณอย่างแท้จริง เพราะจากที่ผมอยู่ตรงนี้มานานหลายปีสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือคนส่วนใหญ่มีปัญหาเพราะความไม่รู้ในเรื่องพื้นฐานการเงินนี่แหล่ะ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างถูกต้อง
และถ้าไม่มีความฉลาดรู้ทางด้านการเงินแล้วล่ะก็ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ก็จะไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้ เหมือนรั่วหายไปตลอด เหตุการณ์ที่ยกให้เข้าใจได้ง่ายก็คือสามล้อถูกหวยนั่นเอง