Information หรือ Noise

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าตอนนี้เราถูกล้อมรอบด้วยข่าวสารจำนวนมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่เว็บข่าวเท่านั้นที่เราได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ แต่ยังรวมไปถึง social network และ Application ต่างๆที่เราใช้งานกันอยู่ทุก ๆ วันด้ว

ถ้าได้สังเกตและจับเวลาการใช้งานจริง ๆ จะพบว่าคนส่วนใหญ่จะเสียเวลาไปกับการรับข้อมูลหรือข่าวสารเหล่านี้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของตัวหนังสือหรือภาพรวมไปถึงวีดีโอด้วย โดยเวลาที่ใช้ในแต่ละวันกับสิ่งเหล่านี้ก็ค่อนข้างมากพอสมควรเลยทีเดียว

เราอาจจะใช้เวลาในการดูวีดีโอที่คิดว่ามีสาระความรู้ต่าง ๆ ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการใช้ชีวิตด้วยเทคนิคง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้นเสียเวลามากกว่าเวลาที่เราจะได้รับกลับคืนมาภายหลัง เพียงเพราะเราแยกไม่ออกว่าสิ่งนี้คือ information หรือ noise กันแน่

ข่าวสารเข้ามาหาเรา รอบทิศทาง โดยเฉพาะทางมือถือที่เราใช้งาน

นับตั้งแต่มือถือเราสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและใช้งาน Multimedia ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เราก็ใช้มือถือในการรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นช่องทางหลัก ซึ่งในความเป็นจริงก็หมายรวมถึงแท็บเล็ตด้วยนะ เพียงแต่ว่ามือถือเราพกไปด้วยทุกที่ทุกวัน และเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกเบื่อหรือมีเวลาว่าง เราก็จะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อเปิดดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้างและนั่นคือการทำงานโดยปกติของสมอง (ที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อการเติบโต ก้าวหน้าของชีวิต)

สมองเราจะไม่ชอบความเบื่อหน่ายโดยธรรมชาติ เพราะรู้สึกว่าความเบื่อหน่ายมันเป็นอะไรที่น่าอึดอัดดังนั้นสมองเราก็จะมองหาว่ามีอะไรที่น่าสนใจอยู่รอบตัวบ้าง อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นการระแวดระวังภัยโดยพื้นฐานซึ่งติดกับมนุษย์เรามานานแล้ว ในยุคปัจจุบันเราก็จะพบว่ามีมือถือนี่แหละที่เป็นเครื่องมือแก้เบื่อที่ดีที่สุด

อันที่จริงแล้วการที่เรามีความรู้สึกเบื่อและหยิบมือถือขึ้นมานั่นเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อสมองเลย แต่สมองเราแค่ไม่รู้ตัว เมื่อเราทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบนี้สมองจะเรียนรู้ว่านี่คือปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ เหมือนที่เราสามารถขับรถกลับบ้านได้โดยที่ไม่ต้องเพ่งพิจารณาว่าแยกไหนต้องเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้าย เพราะสมองได้เกิดการเรียนรู้โดยอัตโนมัติไปแล้ว ผมเคยลองจับสังเกตพฤติกรรมของหลายคน เขามักจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเปิด Application โดยที่ไม่รู้ตัว เหมือนเป็นการทำงานโดยปรกติของร่างกายแบบอัตโนมัติ ซึ่งผมมองว่าสิ่งนั้นเป็นผลลัพธ์ที่เกิดแบบอัตโนมัติแล้วซึ่งผมก็สังเกตเห็นว่าเกิดกับตัวเองด้วย โดยเวลาที่เรานั่งเบื่อและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเราจะเริ่มมองหา Application ที่แก้เบื่อของเราได้ และสิ่งเหล่านี้จะชัดเจนมากขึ้นถ้าเราได้ตั้งเวลาให้กับ Application ต่างๆ ยกตัวอย่างผมตั้งเวลา Facebook ให้ใช้เพียงแค่ 30 นาทีต่อวัน เมื่อเวลาหมดก็จะเปิดไม่ได้อีกในวันนั้น และในบางจังหวะก็จะรู้สึกว่าอยากเปิดแต่เปิดไม่ได้แล้ว นั่นจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เตือนผมว่า นี่คือการทำงานโดยอัตโนมัติที่เราไม่รู้ตัวว่ามีความต้องการเปิด social network ขึ้นมาใช้งานนั่นเอง

เราไม่มีวันบริโภคข่าวสารได้หมด

หากให้คำนวณตัวเลขคร่าว ๆ โดยกำหนดให้ต้องบริโภคข้อมูลข่าวสารหรือวีดีโอต่าง ๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้ให้หมดเราอาจจะต้องตายแล้วเกิดใหม่อีก 200 ล้านรอบเลยทีเดียว (กำหนดให้บริโภคข่าวสารนาน 80 ปี ต่อ1 รอบ) เพื่อบริโภคข้อมูลข่าวสารทุกอย่างให้หมดโดยกำหนดให้ว่าไม่มีการเพิ่มของข่าวสารอะไรใด ๆ ขึ้นอีก ซึ่งในความเป็นจริงเราก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นถ้าเราคาดหวังว่าเราเปิดมือถือแล้วอ่านข้อมูลข่าวสารไปเรื่อย ๆ เราจะเก่งขึ้นผมบอกได้เลยว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าข้อมูลข่าวสารมีเป็นจำนวนมากมายที่เราไม่มีวันที่จะบริโภคหรืออ่านมันได้ทั้งหมดอย่างแน่นอนตลอดช่วงชีวิตเรา

ซึ่งนี่คือความเป็นจริงที่หลายคนไม่เคยตระหนัก เพราะหลายคนมักใช้ชีวิตอยู่เหมือนกับตัวเองเป็นอมตะที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้นานตลอดไปดังนั้นอยากจะดูอะไรก็ดู อยากจะทำอะไรก็ทำ บนเวลาที่ไม่จำกัดบนข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีวันหมด เราต่างรู้ว่านั่นไม่เป็นความจริง

อะไรคือข้อมูล อะไรคือ Noise ที่รบกวนกันแน่

เราจึงต้องกลับมาพิจารณาว่าอะไรคือ noise หรือที่เราเรียกว่าข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อตัวเราเพื่อใช้ในการพัฒนาชีวิตและความคิดของเรา เราจำเป็นจะต้องอ่านและทำความเข้าใจรวมถึงการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับตัวเรา และเราก็จะต้องกรองเอาสัญญาณรบกวนหรือ noise ออกไปด้วย เพราะว่าเวลาและความสามารถของสมองเรานั้นมีอยู่จำกัด เราจึงจะต้องกรองให้มั่นใจว่าข้อมูลที่เรากำลังได้ศึกษาเรียนรู้นั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมีประโยชน์กับตัวเรา

ถ้าจะให้แยกแยะง่าย ๆ ข้อมูลที่เป็นการรบกวนหรือ noise นั้นก็คือข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง(โดยเฉพาะชีวิตของตัวเรา) หรือข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเราให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานการเงินอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าเป็นข้อมูลที่เราเคยรู้แล้วหรือเคยทดสอบแล้วและพบว่ามันไม่ใช่ความจริง รวมไปถึงข้อมูลที่เรามีความรู้สึกว่าอยากรู้ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ารู้ไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร รวมไปถึงเรื่องราวของคนอื่นที่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตเรา หรือกระทั่งรู้ไว้ก็ดีวันนึงเผื่อได้ใช้ ทั้งหลายเหล่านี้โดยส่วนใหญ่มักจะเป็น noise

ผมมีคำถามง่าย ๆ เพื่อใช้ทดสอบแยกแยะว่าเป็น noise มั้ย คือ เวลาที่เรากำลังอ่านหรือเรียนรู้เรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง หรือกำลังวีดีโอสักเรื่องหนึ่ง เราแค่ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า เราจำเป็นต้องรู้สิ่งนี้ไหม? หรืออีกคำถามนึงที่ใช้งานได้ก็คือ การที่เรารู้สิ่งนี้แล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง? เพียงง่าย ๆ กับการตอบคำถามนี้ก็จะทำให้เรารู้สึกตัวทันทีว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่าง เพียงแค่หันไปเปิด Social Media สักทีนึงแล้วก็ตั้งคำถามให้กับตัวเองทันทีกับสิ่งที่เห็นบนหน้า feed เพียงเท่านี้คุณก็น่าจะเริ่มแยกแยะออกได้ด้วยความรวดเร็วแล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็น noise ใช่หรือไม่

เลือกกรองเอา noise ออก รับแต่ข้อมูลที่สำคัญ และจำเป็น

ตามหลักการของเวลาและพลังงานของมนุษย์จะมีอยู่อย่างจำกัด เพราะเราทุกคนไม่ได้เป็นอมตะที่จะอยู่บนโลกนี้ได้จนไม่มีวันตายหรือสามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่หลับไม่นอน ดังนั้นในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านไปเราจึงจำเป็นจะต้องกรองเอา noise ออกจากการรับข่าวสารของเราในแต่ละวันตลอดเวลา เพียงเท่านี้จะช่วยให้เรามีเวลาที่สูญเสียไปจากการบริโภคnoise เหล่านั้นกลับคืนมาได้

แต่ถ้าถามอีกคำถามนึงว่าแล้วข้อมูลอะไรที่จำเป็นต่อเราบ้างล่ะ? ผมคงไม่สามารถตอบได้เพราะว่าแต่ละคนมีเป้าหมายและวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนนึงก็อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลยกับอีกคนนึง ผมยกตัวอย่างให้ง่าย ๆ อันนึง “นักวิจัยกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างสารที่มีสีดำที่สุดในโลก” คำถามที่ยกมาถามตัวเองได้ง่าย ๆ ว่า เราจำเป็นต้องรู้สิ่งนี้ไหม และถ้าเรารู้ว่าสารที่มีสีดำที่สุดในโลกนั้นชื่อว่าอะไรสร้างอย่างไรมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเราบ้าง ซึ่งถ้าเราไม่ใช่คนที่ทำงานอยู่ในส่วนของการพัฒนาสารที่เพิ่มความดำ หรือการที่หาสีที่ดำสนิทมาแก้ปัญหาบางอย่างในงานที่เรากำลังทำอยู่หรือเป้าหมายที่เรากำลังจะไปถึงนั้น ก็ดูไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะเข้าไปอ่านหรือไปดูข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ และนี่แหละที่เรียกว่า noise (และใช่ ผมเองก็ติดกับดักนี้ด้วยเหมือนกัน ฮ่า ๆ)

กลับกันถ้าเรากำลังทำงานอยู่ในวงการการเงิน แต่เรากลับมองข้ามในเรื่องของทองคำที่ปัจจุบันมีการเปิดตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันแล้ว แบบนี้ต่างหากที่เราเริ่มแยกแยะไม่ออกแล้วว่านี่เป็นข้อมูลที่สำคัญแต่เรากลับไม่ได้ใส่ใจ เรามัวแต่ไปเสียเวลาอยู่กับ noise จนลืมไปว่าอะไรคือข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นกับหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตของเรา

ดังนั้นเป้าหมายของแต่ละคนจะเป็นตัวกำหนดว่าข้อมูลอะไรที่เราจะเป็นจะต้องเรียนรู้ และข้อมูลอะไรที่เราควรจะกรองออก ซึ่งถ้าเราได้ลองทำสักพักนึงเราจะค้นพบว่า เราจะเสียเวลากับการกรองข้อมูลออกเยอะมาก ๆ เพราะข้อมูลที่อยู่รอบตัวเรานั้น ล้วนแล้วแต่ไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาตัวเองเลย ถ้าไม่เชื่อลองทำดูครับ

สติจะเป็นตัวช่วยเพื่อให้เรากรอง noise ออกได้อย่างถูกต้อง

การที่เราจะรู้ตัวได้เราจำเป็นจะต้องประคองสติตลอดเวลา พูดแค่ประโยคนี้มาก็ฟังดูน่าเบื่อแต่นั่นคือความเป็นจริงที่เราอาจจะต้องพิจารณาประโยคนี้ให้ดี ๆ

เพราะถ้าเราสามารถประคองสติได้แปลว่าเรากำลังมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไร และเป้าหมายคืออะไร เรากำลังต้องการข้อมูลอะไรเพื่อไปแก้ปัญหาอะไร หรือเราต้องการข้อมูลอะไรในการพัฒนาตัวเราให้เติบโตต่อไป ในทางเดียวกันก็จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกัน noise ที่มีอยู่ตลอดเวลารอบตัวเราได้ด้วยพร้อมกัน เพราะโซเชียลมีเดียออกแบบมาให้เราดูและเห็นในข้อมูลที่เราไม่ได้จำเป็นต้องรู้ แต่คิดว่าเราอยากรู้ ซึ่งความอยากรู้ทำงานอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก เราจึงต้องมีสติที่พิจารณาว่าข้อมูลเหล่านี้สำคัญและจำเป็นกับเราหรือเปล่า ถ้าไม่สำคัญเราก็ข้ามไปและเมื่อข้ามมาก ๆ เราอาจจะต้องพิจารณาใหม่อีกทีว่า Social Media ที่เรากำลังใช้งานอยู่นั้นเป็นพื้นที่สำหรับการหาข้อมูลที่แท้จริงหรือไม่

ถ้าให้ผมบอกประโยชน์อีกข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อเรากอง noise ออกได้แล้ว เราจะรู้สึกว่าสมองเราเบาขึ้นและเรามีเวลามากขึ้น มีพลังงานมากขึ้น ที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องที่เกิดประโยชน์กับตัวเรา ซึ่งข้อนี้เป็นข้อ 1 ที่มองข้ามไม่ได้สำหรับคนที่กำลังมองหาการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะพลังงานและเวลาของเราทุกคนนั้นมีจำกัดนั่นเอง เราจึงต้องใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด

เช่นเดียวกันกับเนื้อหาที่ทุกคนได้อ่านนี้บางคนอาจจะมองว่ามันเป็น noise แต่บางคนก็อาจจะมองว่าเป็น information ที่สำคัญในการพัฒนาความคิดและชีวิตได้ด้วยเช่นกันครับ