เป็นข้อความสะกิดใจนึงที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดได้ ขอย้อนความไปก่อน โดยปกติแล้วผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะ Conservative ก็คือเป็นคนที่มักจะหาข้อมูล ศึกษา หาความรู้ ทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรสักอย่างนึงรวมถึงการลงทุนก็ด้วยเช่นกัน ดังนั้นผมจะไม่เคย All in ไปกับการลงทุนแบบใดเลยเพราะผมเข้าใจว่านั่นคือความเสี่ยงมากเพราะหากการลงทุนนั้นเกิดความเสียหายก็จะทำให้สิ่งที่เราเก็บออมมาทั้งหมดนั้นหายไป(ทุนหายไป)
แต่วันนึงผมก็ค้นพบว่าเราทุกคนเกิดมาก็ auto subscription เงินบาททันที (คนไทยก็จะเข้าสู่ระบบการใช้เงินบาทโดยปริยาย เพราะเงินบาทเป็นตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายของไทย) และไม่มีให้ Opt out ด้วยนะ(เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในไทยก็คือต้องใช้เงินบาทเป็นหลัก เอา USD , JPY หรืออื่น ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้) คืออยู่แล้วก็ต้องอยู่ต่อไป ถ้าพูดว่าเป็นการลงทุนก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เรา All in ความมั่งคั่งทั้งหมดอยู่ในเงินบาทกันมาตั้งแต่เกิดนั่นแหล่ะ
ย้อนกลับไปในยุคก่อนหน้านี้เอาสักประมาณ 10 ปีก่อนที่การเข้าถึงเงินสกุลต่างชาติเป็นเรื่องยาก ตอนนั้นถ้าใครอยากจะถือสกุลเงินต่างชาติก็ต้องไปแลกเงินที่ร้านรับแลกเงินเท่านั้นซึ่งต้องจ่ายส่วนต่างค่อนข้างเยอะหรือว่ามีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้เข้าถึงเงินต่างชาติผ่านการลงทุน ซึ่งในตอนนั้นกฎหมายไทยยังไม่ได้เปิดกว้างมากยังไม่มี Dime ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่บุกตลาดไทยอย่างจริงจังอย่างเป็นทางการก่อนที่อีกหลาย ๆ เจ้าจะไล่ตามกันมา ดังนั้นตั้งแต่เกิดมาจนปัจจุบันเรียกได้ว่า All in ในเงินบาทอยู่ก็ไม่ผิดหรอก เพราะไม่ว่าเราจะเก็บในรูปแบบใด เช่น บัญชีเงินฝาก ตราสารหนี้ สราสารทุน ประกันออมทรัพย์ LTF RMF SFF ESG หรืออะไรก็ตามที่เราใช้เงินบาทไปออมหรือลงทุนและรับคืนเป็นเงินบาทเราต่างก็ยัง All in อยู่ในเงินบาทโดยแท้จริงเช่นเดิม จะเว้นก็พวกกองทุนที่ไปลงทุนในทองคำหรือสินทรัพย์อื่นอย่างพวกน้ำมัน หุ้นต่างชาติ เงินทุนกิจกรรมต่างชาติเท่านั้นที่เราจะเลิกผูกกับเงินบาทไป
จะว่าไปการที่เรา All in เงินบาทอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรแต่หากเป็นระบบเงิน Fiat ต่างหาก(ระบบเงินสกุลของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่มีสินทรัพย์หายากอย่างทองคำรองรับเต็มจำนวนตามมูลค่าทั้งหมดที่หมุนเวียนในระบบ รวมทั้งเงินบาทของไทยก็คือเงิน Fiat ด้วยเช่นกัน) ที่เราต่างรู้อยู่แล้วว่าในระยะยาวมาก(เกินกว่า 10 ปี)มันค่อย ๆ เสียกำลังการซื้อไปเรื่อย ๆ อย่างที่หลาย ๆ เนื้อหาของเว็บนี้ที่ได้พูดบ่อย ๆ ถ้าให้ยกตัวอย่างง่ายสุด ก็ขอยกตัวอย่างเดิมคือเมื่อเวลาผ่านไป เงินที่เราเคยมีจำนวนเท่าเดิม เช่น 1 ล้านบาท กลับใช้ซื้อจำนวนก๋วยเตี๋ยวได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ (จะเห็นได้ชัดเมื่อ 1 ล้าน 10 ปีก่อน ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้มากกว่า 1 ล้านวันนี้) มันกลายเป็นเหมือนความเป็นจริงที่เราหลีกหนีไม่ได้แน่นอนหากเรามีการเก็บออมเงินเอาไว้ในเงิน Fiat (ไม่ว่าสกุลอะไรต่าง ๆ ก็เป็นเหมือนกันทั้งหมด) ดังนั้นถ้าเก็บความมั่งคั่งในรูปเงิน Fiat ก็มองได้ว่าเราแพ้ 100% ในระยะยาวมากเพราะเกมนี้กำหนดให้เป็นอย่างนั้น อยู่ที่ว่าเรารู้ตัวหรือไม่ก็เท่านั้นเอง
ผมเป็นคนนึงที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้เลยกว่าจะเข้าใจอายุก็ปาเข้าไป 30 กว่าแล้ว
พลังงาน
ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนึงก่อน เพราะเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตของเราทุกคน นั่นก็คือเรื่องของ พลังงานของชีวิต ถ้าให้กล่าวโดยสรุปของพื้นฐานเรื่องนี้นั่นก็คือ เราต้องเข้าใจว่าพื้นฐานของทุกคนมีต้นทุนในรูปแบบเดียวกันก็คือเวลา ซึ่งเป็นของมีค่าที่จำกัด และเราก็ทำงานเพื่อให้เอาตัวรอด โดยการเอาตัวรอดไม่ได้หมายถึงออกไปล่าสัตว์เก็บผักผลไม้เป็นอาหาร แต่หมายถึงการออกไปทำงานเพื่อให้ได้รับเงินและใช้เงินในการดำรงชีวิต และมนุษย์เราก็ฉลาดมากขึ้นในการสร้างเงินมาเป็นเครื่องมือ สำหรับการเก็บพลังงาน+เวลาที่มีจำกัดเอาไว้ใช้ในอนาคต และนี่แหล่ะคือปัญหาเพราะพลังงานร่างกายคนเราถดถอยลงเรื่อยๆเมื่ออายุเรามากขึ้น และเราก็คงไม่อยากเป็นคนที่ต้องทำงานทั้งชีวิตจนวาระสุดท้ายโดยยังไม่ได้ใช้ชีวิตที่เราอยากใช้เลย แต่เวลาเดินหน้าต่อไปโดยไม่เคยแม้แต่จะหยุดเลย ถ้าจะเก็บพลังงานเป็นเงิน Fiat เราก็รู้อีกว่าแพ้ในเกมนี้แน่นอน นี่คือปัญหาที่เราต้องหาทางออก
ทางออก
ทางออกเรื่องนี้ก็คือการเก็บออมเงินที่เราทำงานแลกออกมาในสินทรัพย์ที่ไม่ด้อยค่าไปกับการเสื่อมค่าของเงิน Fiat เอาจริง ๆ เราต่างรู้ว่ายังไงก๋วยเตี๋ยวในอนาคตจะแพงแน่นอนแต่เราไม่สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวราคาวันนี้มาเก็บกินในอีก 20 ปีข้างหน้าแน่นอนเพราะมันมีการเน่าเสื่อมสลาย ทางออกจึงต้องเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมได้ยากและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปอย่างทองคำหรือ Bitcoin ในปัจจุบัน
ซึ่งถ้าจะว่าไปก็ต้องไปทำความเข้าใจพื้นฐานของสินทรัพย์ที่จะไม่ด้อยค่าในระยะยาวให้เข้าใจก่อนว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ตามที่ผมเคยได้เล่าเอาไว้แล้ว https://bemyblockchain.com/2023-07-purchase-power-of-fiat-money ในตอนนั้นผมก็ตาสว่างทันทีเพราะตามความเข้าใจเดิมผมคิดมาตลอดว่า “เก็บเงินเป็นเงินบาทเอาไว้สิ ออมเงินเป็นเงินเอาไว้สิ เราจะได้มีกินมีใช้ในอนาคต การลงทุนแม้กระทั่งในทองคำนั้นเป็นเรื่องเสี่ยง” แต่เมื่อศึกษาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ขึ้นมาอีกระดับนึงกลับทำให้เห็นว่าการถือเงิน Fiat นั้นคือการ All in ในสินทรัพย์ที่มันแพ้เงินเฟ้อในระยะยาวอย่างแน่นอน 100%
เมื่อเรารู้อย่างนั้นแล้วเราจะ All in เงิน Fiat ต่อไปทำไมล่ะ?
แน่นอนว่าชีวิตปัจจุบันเราทุกคนต่างหนีเงิน Fiat ไม่พ้นหรอกอย่างน้อยวันนี้ที่ร้านค้าร้านอาหารต่าง ๆ เค้ายังไม่รับ Bitcoin หรือ ทองคำแท่ง(ที่เป็นของมีมูลค่าแต่เราก็ไม่รู้ว่าจะตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจ่ายค่าอาหารมื้อนึงได้อย่างไร) ทั้งที่มันมีมูลค่าและทุกคนต่างยอมรับ (แต่ประเด็นนี้ถ้าได้อ่านทำความเข้าใจเรื่องเงินตามที่ผมวางลิ้งค์เอาไว้ก็จะเข้าใจว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้มันใช้งานไม่ได้ในชีวิตประจำวัน) ผมก็คิดต่อไปแล้วก็มองหาทางออกจนเข้าใจได้ว่าแท้จริงแล้วเราก็สามารถเอาเงินที่เราไปทำงานหามาได้นั้นเก็บออมเข้าไปในสินทรัพย์มีค่าเหล่านี้ได้นี่นา ซึ่งในระยะยาวมันจะสู้เงินเฟ้อได้ตามหลักการของมันเอง และเรายังมีวิธีแปลงมาเป็นเงิน Fiat ได้โดยไม่ต้องขายออกอีกด้วย
ต้องใช้ชีวิตบนเงิน Fiat
เมื่อไม่ได้เก็บความมั่งคั่งไว้ในเงิน Fiat แต่ชีวิตเราต้องใช้เงิน Fiat เราจะใช้ชีวิตอย่างไร?
ถ้าเราเก็บความมั่งคั่งไว้ในทองคำแท่ง เวลาเราจะใช้เงินเราไม่ต้องขายออกแต่อย่างใด เราแค่เอาไปจำนำ หรือ ขายฝากเท่านั้น เราก็ได้เงิน Fiat ออกมาใช้งานแล้ว ผมเคยเล่าประสบการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้วที่นี่ https://bemyblockchain.com/2024-05-experience-pawning-gold-bars ดังนั้น ถ้าเราซื้อทองคำแท่งเพื่อเก็บมูลค่าแล้วราคาทองตกต่ำกว่าทุนที่เราซื้อก็ไม่ต้องกังวลอะไรเพราะเราไม่ได้ตั้งใจจะขายอยู่แล้ว อีกทั้งถ้าเราถือได้ยาวจริง (นานเกิน 10 ปี) ราคาที่ผันผวนของมันก็จะเป็นทิศทางขาขึ้นแน่นอนความผันผวนระยะสั้นนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราใช้เวลาข้ามผ่านไป โลกเราหมุนเร็วอยู่แล้ว แป้บ ๆ ก็ผ่านไปวันนึงละ
ถ้าเราเก็บความมั่งคั่งไว้ใน Bitcoin เวลาเราจะใช้เงินเราก็ไม่ต้องขายเช่นกันเอาไปจำนำเหมือนกันนั่นแหล่ะ แต่ว่าแตกต่างกันตรงที่เป็นระบบ Digital 100% เลยซึ่งผมก็เคยเล่ารายละเอียดเรื่องนี้เอาไว้แล้วอีกเช่นกัน ลองอ่านดู https://bemyblockchain.com/2025-02-live-with-bitcoin อย่างที่เราทุกคนรู้ว่า Bitcoin มีความผันผวนอยู่เยอะ แต่ถ้าเรามองระยะยาวมันก็จะราคานิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ (ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ) ดังนั้นช่วงเวลาที่ราคาตกแต่เราจำเป็นต้องใช้เงินเราก็ไม่ต้องขาย Bitcoin ออกมาเหมือนอย่างทองคำซึ่งถ้าคุณเคยได้ยินหลายคนที่เค้าพูดกันว่า วิธีการทำแบบนี้เรียกว่าการสร้างสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่เรามีโดยไม่ต้องขายออกไปและนั่นคือวิธีคิดและวิธีการจัดการเงินของคนที่รวยแล้ว แต่ปัจจุบันในโลกของ Crypto currency เราไม่ต้องรวยมากผมมองว่าแค่เรามีเงินหลักพันบาทเราก็ทำวิธีการเดียวกันแบบนี้ได้คุ้มค่าแล้ว(เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายในตลอดกระบวนการ)
อย่าละเลยเรื่องภาษี
อีกหนึ่งเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และ ทำพลาดไปก็คือ ภาษีจากกำไรการขาย นั่นเอง
ถ้าคุณขายทองคำและมีส่วนต่างเป็นกำไรเกิดขึ้น คุณต้องยื่นกำไรตรงนั้นเป็นรายได้ตอนยื่นภาษีด้วย แต่ว่าข้อดีคือ ปัจจุบันมีการยกเว้นสำหรับทองคำแท่ง แต่เก็บสำหรับทองรูปพรรณ แต่อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ธปท กำลังพิจารณาจะให้สรรพากรจัดเก็บรายได้จากตรงนี้ในส่วนของทองคำแท่งเป็นกำไรด้วย (ยังไม่มีประกาศ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา)
ส่วน Bitcoin ก็เช่นเดียวกัน กำไรที่เกิดจากส่วนต่างราคาขายลบซื้อ(ถ้ามีกำไร ซึ่งหักที่ขาดทุนแล้วด้วยนะ) ก็คือ ต้องยื่นเป็นรายได้ตอนยื่นภาษีประจำปี แต่ตอนนี้สรรพากรยกเว้นกำไรส่วนนี้สำหรับคนที่ขายผ่าน Exchange ของไทย ระหว่าง 2568-2572 (สำหรับยื่น 2573)
แต่การขายฝาก / จำนำ เราไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีตรงนี้ เพราะเรายังไม่ได้ขายสินทรัพย์นั้น จึงยังไม่เกิดกำไรขึ้นจริง
คุณอาจจะไม่สนใจเรื่องภาษี เพราะคิดว่าการออมเงินในสินทรัพย์เหล่านี้ไม่เยอะมาก แต่ถ้าอนาคตเกิดราคาพุ่งไป 10 หรือ 100 เท่าตัวจากราคาทุน ทำให้คุณได้กำไรหลักล้านบาท(หรือหลักสิบล้านบาท) ดังนั้นตอนที่ขายก็จะโดนภาษีเยอะมากด้วยเช่นกัน การบริหารภาษีไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่า
ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญ
สิ่งที่สำคัญในการที่จะทำให้เราใช้ชีวิตแบบนี้ได้คือ ความรู้ + mindset ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด และเราจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความเป็นจริงและหลักการของสินทรัพย์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกันเพราะสิ่งที่เรากำลังพูดกัน ไม่ใช่การ trade ไม่ใช่การเก็งกำไร แต่การเอาตัวรอดและปกป้องกำลังซื้อที่คุณเอาพลังงานของชีวิตไปแลกออกมาไม่ให้มันด้อยค่าลงไป
วันที่เรายังมีเงินไม่มากแต่ถ้า mindset เรื่องการเงินและการบริหารจัดการเงินเราถูกต้องเราจะสามารถบริหารจัดการเงินที่มากขึ้นได้ในวันที่เรามีเงินมากขึ้น เพราะมันก็แค่ขยายจำนวนออกแต่ว่าเรายังมองภาพใหญ่เป็นสัดส่วนหรือเป็น % ได้แบบเดิมเมื่อเทียบกับในวันที่เรามีเงินไม่มาก
ถ้าได้อ่านจนเข้าใจแล้ว ขอให้ย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าคุณกำลัง All in ในเงิน Fiat อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ทำไมจึงเลือกเล่นเกมที่เราแพ้ 100% กันอยู่ล่ะ ถ้าบอกว่าเป็นเพราะความกลัวในเรื่องบางเรื่อง ก็ต้องบอกว่าคุณกำลังกลัวเพราะยังไม่เข้าใจหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นไม่เพียงพอความกลัวจึงเกิดขึ้นซึ่งนี่เป็นสัญชาตญาณโดยปกติของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ถ้าเริ่มกระจายความเสี่ยงแล้วแต่สัดส่วนเงิน Fiat ยังเป็นก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ก็จะไม่ต่างกันมากเพราะเงินก้อนใหญ่ที่สุดนั้นอยู่ในเงิน Fiat ที่แพ้ 100% นั่นเอง
สัดส่วนที่เหมาะสม
เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าแล้วเราจะแบ่งสัดส่วนออกจากเงิน Fiat เท่าไร ยังไงดีล่ะ
ถ้าให้ตอบแบบชัดเจนเป็นตัวเลขก็คือ “คุณจะสามารถ All in ในทองคำ กับ Bitcoin แล้วถือ Fiat ในสัดส่วนที่น้อยกว่าได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความรู้ ความเข้าใจ ในสินทรัพย์เหล่านี้ และเข้าใจเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของคุณได้อย่างดี” ก็คือ เข้าใจมาก ใช้เป็น ก็แบ่งสัดส่วนได้เยอะ เพราะเมื่อก่อนผมไม่เข้าใจ ราคาขยับ 5% ก็นอนไม่หลับแล้ว แบบนี้แปลว่ายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงขาดความมั่นใจ และหวั่นไหวไปกับราคาอยู่ ทำให้ไม่สามารถแบ่งสัดส่วนเข้าไปได้เยอะพอ แล้วก็ต้องรับความเสียหายจากการลดมูลค่าของเงิน Fiat ต่อไป ดังนั้นตรงนี้ก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองเป็นหลัก เพราะไม่มีใครที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดเท่ากับตัวเองเท่านั้นครับ