Skill เอาตัวรอดในยุค AI ล้อมตัว

เทคนิค หลักการ การเรียนรู้และใช้งาน AI แบบไม่อธิบายเรื่อง AI

ช่วงนี้ผมได้คุยกับหลายคนและมักจะมีคำถามคล้าย ๆ กันอยู่อย่างนึงก็คือถ้าอยากจะรู้เรื่อง AI จะไปลงคอร์สเรียนที่ไหนดี

เลยทำให้ผมคิดว่าที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเรียนที่ไหนหรือว่าเรียนกับใครที่มีความรู้มากน้อยแค่ไหน แต่คำตอบอาจจะเรียบง่ายกว่านั้นมาก และผมก็เอาตัวเองเข้าไปลองพิสูจน์ดูแล้วว่าคำตอบของคำถามนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนมากอย่างที่หลายคนคิด

ถ้าให้ผมสรุปคำตอบง่าย ๆ ก็คือ “เราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง” แต่แม้ว่าคำตอบจะง่ายแบบนั้นก็มีรายละเอียดและมีแนวทางที่สำคัญที่ผมค้นพบเลยคิดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีในช่วงนี้ที่จะได้เอามาแชร์กัน

ออกตัวก่อนว่าผมก็เป็นคนที่เริ่มใช้งาน AI มานานแล้ว ด้วยความที่มีประสบการณ์เขียนโปรแกรมและออกแบบระบบมาก่อนพอมาใช้งาน AI ก็เลยเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น ทำให้เห็นภาพเล็กและภาพใหญ่ได้มากขึ้น คือเข้าใจลงไปในระดับว่า AI เอาคำตอบเหล่านั้นมาให้เราได้อย่างไร และเข้าใจในภาพใหญ่ว่าประโยชน์ของ AI มีอย่างไรบ้างรวมไปถึงข้อจำกัดจากการใช้งาน AI ในแง่มุมต่าง ๆ ด้วย

ดังนั้นผมคงไม่บอกว่า AI จะมาเปลี่ยนโลก แต่ผมก็มองว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างผลกระทบให้กับระดับการทำงานได้อย่างแท้จริง ส่วนที่บอกว่า AI มาแล้วจะทำให้เราตกงานกันหมด หรือในอนาคตเราจะไม่ต้องใช้เงินกันอีกต่อไปเพราะ AI จะทำงานแทนเรา ผมไม่ได้เชื่อแบบนั้นนะ เพราะผมก็ยังมองโลกตามความเป็นจริงอยู่ด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าผมก็ไม่จำกัดตัวเองในการมองไปข้างหน้า แต่ก็ไม่เพ้อเจ้อเกินกว่าความเป็นจริงที่น่าจะเป็นไปได้

กลับมาเข้าเรื่องหลักการที่ทำให้เราสามารถ เรียนรู้และใช้งาน AI ได้อย่างรวดเร็ว ผมมีง่ายๆอยู่แค่ 3 หลัก คือ

  • Unlearn – ต้องยอมลดทิฐิความรู้เดิมที่เรามี
  • Relearn – เปิดใจเรียนรู้ในสิ่งที่เปลี่ยนไป
  • Learn fast – เรียนรู้เรื่องที่ต้องการจะรู้ให้ได้ด้วยความรวดเร็ว

3 หลักการง่ายๆแค่นี้ที่ผมใช้จริงแล้วและก็พบว่าให้ผลลัพธ์ได้เป็นอย่างดีในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆคู่ไปกับการใช้งาน AI นอกเหนือจากตัวผมเองก็มีอีกหลายคนที่ผมได้คุยด้วยแล้วเขาก็ทำแนวทางนี้ด้วยเช่นกันซึ่งก็พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปด้วยความรวดเร็วมากทั้งที่เขาเริ่มต้นด้วยฐานความรู้ในเรื่องนั้นที่น้อยมากๆ แต่ตอนนี้เค้าสามารถคุยและวางแผนในภาพใหญ่ รวมทั้งเข้าใจเรื่องที่กำลังคุยกันได้ลึกกว่าเดิมมากอีกด้วย

Unlearn – ต้องยอมลดทิฐิความรู้เดิมที่เรามี

เคยได้ยินเรื่องราวที่เขาเล่าต่อ ๆ กันไหมครับว่า พวกผู้ใหญ่ที่อายุเยอะ ๆ เนี่ยหัวแข็ง ดื้อ และมักจะมีแต่ความรู้เก่า ๆ ที่ไม่ทันโลก ไม่ทันยุคสมัย เวลาเด็กรุ่นใหม่เสนออะไรไปพวกผู้ใหญ่พวกนี้ก็จะตามไม่ทัน แล้วก็จะเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ปัดตกเรื่องใหม่ ๆ ไปทั้งหมด โดยจะมีข้ออ้างสารพัดรวมทั้งข้ออ้างที่ยอดนิยมนั่นก็คือ พี่เคยทำเรื่องนี้มาก่อนเชื่อพี่ หรืออะไรประมาณนี้

ต้องบอกว่าในความเป็นจริงสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดก็ไม่ใช่จะถูกทั้งหมด และเช่นกันก็ไม่ใช่จะผิดทั้งหมด สิ่งที่เราควรทำก็คือ “ฟัง” และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งการที่เราจะสามารถเข้าใจในสิ่งใหม่ ๆ ได้ เราต้องกล้าที่จะบอกกับตัวเองว่า บางทีความรู้ของเราก็อาจจะไม่ได้ถูกต้องเสมอไป และต้องกล้าที่จะบอกตัวเองว่าบางทีประสบการณ์ของเราก็อาจจะใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบันนี้ ถ้าสถานการณ์นี้เกิดขึ้น เราก็จะเปรียบเหมือนน้ำ(ความรู้)ที่ยังไม่เต็มแก้ว(ตัวตนของเรา) และพร้อมที่จะรอให้ถูกเติมเข้ามาได้อีก (เพื่อให้เก่งขึ้น)

แต่น่าเสียดายว่าโดยปกติแล้ว มนุษย์เราถูกออกแบบมาให้ตอบโต้ด้วยความรวดเร็วก่อนเสมอ ซึ่งการตอบโต้ด้วยความรวดเร็วนี้จะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ของเรานั้นได้ถูกใช้งานน้อยลง (ถ้าใครได้เคยอ่านหนังสือเรื่อง Thinking Fast and Slow ก็นั่นเลย สมองระบบ 1 จะทำงานก่อนเสมอ และด้วยการคิดวิเคราะห์ที่ต่ำกว่าระบบ 2 มาก) และเรามักจะตอบสนองไปตามประสบการณ์ที่เราเคยได้รับหรือความรู้ที่เราเคยมีเพียงเท่านั้น
เราเพียงแค่ต้องหยุดเพื่อที่จะ “ฟัง” โดยที่เป็นการฟังแบบตั้งใจจริง ๆ และไม่พยายามเอาความรู้ตัวเองเข้าไปกลบ แต่เราสามารถใช้ประสบการณ์ในการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นได้ แม้ว่าบางเรื่องอาจจะฟังดูกลับทางกลับสิ่งที่เราเคยประสบมาก็อาจจะต้องรับฟังอย่างจริงจังเสียก่อน เพราะถ้าเราไม่สามารถเอาความรู้เดิมที่เคยมีออกจากตัวเราได้แล้วเราก็จะไม่สามารถเติมความรู้ใหม่เข้ามาได้ด้วยเช่นกันเพราะเราจะยึดติดว่าความรู้ที่เรามีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามการ Unlearn ไม่ได้แปลว่าให้เราโยนความรู้ที่เราเคยมีทั้งหมดนั้นโยนทิ้งไป เราแค่ละทิ้งเพียงชั่วคราว หรือ บางส่วนเพื่อรับฟังสิ่งใหม่ก็เท่านั้น แล้วเดี๋ยวเราก็เอาความรู้ที่เราเคยมีรวมกับสิ่งใหม่เข้ามาด้วยกันเพื่อต่อยอดความรู้ใหม่ในลำดับต่อไป

และสิ่งหนึ่งที่จะวัดผลได้จากการที่เรายอมรับว่าเราสามารถ Unlearn ได้แล้วก็คือสามารถพูดกับตัวเองได้ว่าเรานี่ช่างไม่รู้เรื่องอะไรเหล่านี้เลย แต่นับจากนี้ไปเราพร้อมที่จะเรียนรู้แล้ว

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเอง มีเรื่องนึงที่ชัดเจนมากก็คือการยอมลืมภาษาที่ตัวเองเคยถนัดไปเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ก่อนหน้านี้ผมถนัดภาษา PHP , Node.js แต่ว่าการมาของ AI และ การเลือกที่จะพัฒนาระบบให้แข็งแรง ชัดเจน ถูกต้อง ทำงานได้เร็วและ AI ไม่มั่วมาก ผมค้นพบว่าควรจะต้องเป็นภาษา Golang ซึ่งผมไม่เคยศึกษามันมาก่อน นั่นเลยครับปวดใจมาก แต่ผมคิดว่าผมมาถูกทางก็เลยต้อง Unlearn ภาษา PHP, Node.js แต่ไม่ได้ลืมไปหมด คือพยายามเชื่อมโยงเพื่อทำความเข้าใจภาษา Golang ให้เร็วมากขึ้น โดยมี AI ช่วยอธิบายช่วยสอน จริงอยู่ว่าผมไม่ต้องเขียนเองแล้วใช้ AI เขียน จะเป็นภาษาอะไรก็ได้ แต่ผมยังจำเป็นต้องเข้าใจการทำงานหรือแนวทางการทำงานของ Go ที่แตกต่างกับภาษาอื่น เพราะไม่อย่างนั้นเวลา AI บอกอะไรมาผมก็จะไม่เข้าใจและจัดการมันได้ไม่ดี หรือ จัดการไม่ได้เลย นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของการ Unlearn

Relearn – เปิดใจเรียนรู้ในสิ่งที่เปลี่ยนไป

หลังจากที่เราสามารถเปลี่ยนตัวเองให้เปรียบเหมือนกับน้ำไม่เต็มแก้วได้แล้วนั้นจากนั้นเราก็เติมน้ำใหม่เข้ามา ซึ่งก็เปรียบได้กับความรู้ใหม่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หรือบางเรื่องเราอาจจะพอรู้ว่าประเด็นนี้ก็มีความสำคัญนะแต่เราปฏิเสธที่จะเรียนรู้สิ่งนั้นมาโดยตลอด หรือในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือการที่จะลงไปเรียนรู้ในรายละเอียดที่มากขึ้น แม้ว่าเราจะเข้าใจในภาพรวมแล้วก็ตาม

หรือที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นก็คือ สามารถไปเรียนรู้เรื่องที่เราไม่เคยเรียนรู้หรือไม่ถนัดมาก่อนได้โดยเฉพาะเรื่องเหล่านั้นที่จะมีประโยชน์กับตัวเรา หรือหน้าที่การงานของเรา

ยกตัวอย่างผมเป็นคนนึงที่ไม่นิยมในการใช้งาน Docker (เป็นการสร้าง Environment ขนาดเล็ก ที่ใช้เพื่อปรับแต่งให้เหมาะสมกับการทำงานบางอย่างในกระบวนการ พัฒนา และ ใช้งาน software development) เพราะผมทำการ Research มาหลายรอบแล้วว่าในช่วงสัก 10 ปีที่ผ่านมา การที่เราจะต้องเสียเวลาในการเรียนรู้ syntax เหล่านี้เพิ่มขึ้น และการที่จะต้องเสีย Over head cost ในการบริหารจัดการ อาจจะทำให้ผมปวดหัวมากกว่าการที่ ใช้ Linux server แล้วติดตั้ง service ที่เราต้องการ แล้วก็จบ เพราะทำงานได้เหมือนกัน และ maintenance ง่ายกว่า ซึ่งความคิดนี้ผมยังยึดติดมานานหลายปี เคยมีพยายามจะเปิดใจหลายรอบแต่ก็พบว่ามันยากเกินไป แต่ในตอนนี้ยุคที่เรามี AI ผมกลับเปิดใจและศึกษามันอีกครั้งหนึ่งอย่างจริงจัง ทำให้พบถึงข้อดีที่เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อน และด้วยการที่เรามี AI เป็นเครื่องมือ สิ่งนี้ก็ช่วยแก้ปัญหาการที่จะต้องเข้าไปเรียนรู้ Syntax อย่างจริงจังซึ่งเป็น Pain point ของผมอีกด้วย ทำให้ตอนนี้แนวคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนตัวของผมนั้นก็เปลี่ยนมาในแนวทางที่ใช้ Container เป็นหลักแล้ว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนตัวผมเอง ที่ยอม Unlearn + Relearn ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่เราเคยไม่ชอบมาก่อนแล้วก็ตาม แต่ถ้าเราลดอคติลง แล้วเปิดใจเรียนรู้ดูเราก็จะพบในด้านที่ดีของสิ่งต่างๆหรือองค์ความรู้ต่างๆได้มากขึ้นด้วย

อีกเคสหนึ่งที่ผมเจอกับคนอื่นที่เล่าให้ผมฟังก็คือ ถูกบริษัทเลย์ออฟมาผมก็เลยแนะนำว่าในช่วงเวลานี้ควรจะใช้เวลาไปกับการศึกษาและเรียนรู้ AI ให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจว่า AI นั้นมีความสามารถในการช่วยงานของตัวเราเองและของบริษัทเราได้อย่างไรบ้าง เพราะในอีกไม่นานนี้หลายบริษัทก็จะต้องการพนักงานที่มีความสามารถในการใช้ AI เพื่อประยุกต์ใช้กับการทำงานของบริษัท หรือเพื่อทำให้บริษัทก้าวไปสู่ในจุดที่ดีขึ้น ผมมีตัวอย่างจริงเรื่องหนึ่งก็คือ เราจะได้ยินกันว่าโปรแกรมเมอร์จะตกงานกันหมดจากที่มี AI แต่แท้จริงแล้ว ตำแหน่งงานใหม่จะเกิดขึ้นจากการมาถึงของ AI ไปพร้อม ๆ กัน และวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ มีหลายบริษัทที่เปิดรับตำแหน่ง Product Builder ซึ่งในอดีตไม่เคยมีมาก่อน เพราะว่า การที่จะพัฒนาซอฟการที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์สักตัวหนึ่ง จะต้องมีทีมงานที่ประกอบไปด้วย
คนที่คุยรู้เรื่องทั้ง Business และเทคโนโลยี คนนี้จะเป็นเหมือนคนกลางในการถ่ายทอด ความต้องการของเจ้าของ Project ให้กับคนที่พัฒนาซอฟต์แวร์ + คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือที่เรารู้จักกันว่าโปรแกรมเมอร์หรือ Engineer นั่นแหละ แต่ product Builder เป็นตำแหน่งที่รวบ 2 ตำแหน่งงานนี้เข้ามาด้วยกันอยู่ในคนเดียวกัน ทำให้สามารถเข้าใจทั้ง Business และการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปพร้อม ๆ กัน หนำซ้ำยังสามารถสร้าง software เล็ก ๆ เพื่อทำการ Proof Of Concept หรือ MVP (สร้างแค่ให้พอใช้ เพื่อนำไปทดสอบใช้จริงในวงจำกัด) เมื่อเป็นไปได้ด้วยดีก็จะสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นหรือมีความมั่นคงมากขึ้นจนสามารถทำงานได้จริงในท้ายที่สุดได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้อยู่ในตัวคนเดียวกัน โดยมี AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเหลืองานในแทบจะทุกด้าน คนนี้มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุม AI เท่านั้น ซึ่งเท่าที่เช็คตัวเลขเบื้องต้นในตอนนี้เงิน ค่าตอบแทนต่อปีจะอยู่ประมาณ 3 ล้านบาทขึ้นไป หรือคิดเป็นเงินเดือนก็ประมาณ 200,000 บาท ปลาย ๆ (งาน remote บริษัทต่างประเทศ เพราะประเทศไทยบริษัทส่วนใหญ่ยัง งง ๆ กับการมาของ AI อยู่ ยังไม่รู้ว่าจะต้องปรับตัวกันยังไง)

ผมเล่าทั้งหมดนี้ให้กับเขาฟัง คุณรู้ไหมว่าปฏิกิริยาของเขาคืออะไร “ว่างเปล่า” และถามผมว่ามีงานอะไรที่เขาพอจะทำได้ไหมอิงกับ Skill ที่เค้ามีอยู่ นั่นก็ทำให้ผมตระหนักรู้ได้ว่า เขายังไม่สามารถ Unlearn ได้ แต่ผมก็ยังมีความหวังอยู่โดยการเล่าว่าสิ่งที่โลกเราจะเปลี่ยนไปในอนาคตอันใกล้นี้จะมีผลกระทบหลายอย่างต่อตลาดแรงงานอย่างไรบ้าง ก็ได้หวังแต่เพียงว่าเขาจะนำคำพูดของผมไปคิดและเข้าใจได้ว่าจะต้องเริ่มต้นด้วยการ Unlearn ก่อน นั่นถึงจะเป็นโอกาสที่เปิดรับในสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเองได้

Learn fast – เรียนรู้เรื่องที่ต้องการจะรู้ให้ได้ด้วยความรวดเร็ว

ส่วนใหญ่คนที่พูดว่าให้ Unlearn และ Relearn ก็จะจบแค่ตรงนี้ แต่สำหรับผมข้อนี้สำคัญไม่แพ้กันเลยนั่นก็คือ การเรียนรู้ด้วยความรวดเร็ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้เป็นเรื่องที่เราอยากจำเป็นจะต้องรู้ เราควรจะต้องเรียนรู้ด้วยความรวดเร็ว

ที่ผมมองว่าเรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นเพราะว่าโลกของเราเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารเหมือนอย่างที่ผมเคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว Information หรือ Noise ดังนั้นถ้าเราอยากจะเรียนรู้เรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง เราควรจะต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพื่อให้เข้าใจในสิ่งนั้น แนะนำมาประยุกต์ได้ เพราะในปัจจุบันความรู้เรื่องราวต่างๆมีความเปลี่ยนแปลงไปด้วยความรวดเร็วมาก

มาถึงตรงนี้มีคนถามผมอีกเหมือนกันว่าไปลงเรียนหลักสูตรอะไรจริงจังเลยดีมั้ย อยากได้พื้นฐานแบบมาก ๆ ไปลงเรียน ป.ตรี ดีมั้ย? ผมเองเคยเป็นคนนั้นมาก่อนเหมือนกัน ด้วยความที่ไม่ได้จบมาตรงสาย (ไม่ได้จบคอม) เวลาที่ทำงานลึกๆ ผมก็พบว่าผมยังขาดความรู้พื้นฐานอีกหลายเรื่องมาก เพราะไม่เคยเรียนมา แต่ผมก็ได้คำตอบว่าเราไม่ต้องเสียเวลา 4 ปี ไปเรียนเรื่องที่เราอยากรู้เพื่อปริญญาหรอก เราใช้เวลา 1-3 เดือน อย่างจริงจังในเรื่องที่เราต้องการเรียนรู้แบบจุ่มตัวเองลงไปจริงๆ นั่นก็จะมีความรู้เพียงพอ และใช้งานได้จริงแล้วเหมือนกัน

แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความรวดเร็วนี้จึงทำให้เกิดผลเสียบางอย่างนั่นก็คือทำให้คนหลายคนไม่อยากจะเอาตัวเองไปเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่มีจบ เพราะกลัวว่าเมื่อเรียนรู้ไปแล้วก็จะไม่ได้ใช้มันในช่วงเวลาอันสั้นหลังจากที่เขาได้เรียนรู้เพราะความรู้นั้นเก่าเกินไปแล้ว

ผมมีตัวอย่างจริงในเรื่องนี้ก็คือช่วงแรกของการมาถึงของ AI ในตอนนั้นเรายังมีเพียงแค่ช่องแชทกับ ChatGPT เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเราก็รู้กันว่า Prompt คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้เราได้ความรู้ที่แม่นยำและถูกต้อง ในตอนนั้นผมจึงได้ไปศึกษาและพบว่ามีคอร์สวีดีโอที่สอนเรื่อง Prompt อย่างถูกต้องผมก็ใช้เวลาไปเรียนจนจบและเข้าใจแล้วว่าเราจะสามารถ Prompt ให้ดีได้อย่างไร แบบไหนเหมาะกับสถานการณ์ไหน และถ้าเราต้องการผลลัพธ์แบบไหนเราจะต้อง Prompt ขึ้นมาอย่างไรมีองค์ประกอบอะไรอยู่บ้าง ผมก็เข้าใจว่าตัวเองก็น่าจะใช้งาน AI ได้ดีแล้วในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่ประมาณ 2-3 เดือน ก็เริ่มพบว่าไม่ค่อยมีใครพูดถึง Prompt กันเท่าไหร่แล้ว และเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องอื่นแทนจนไปถึงเรื่องของ Context แทน ทำให้ดูเหมือนว่า Prompt เริ่มมีความสำคัญน้อยลงไปจนดูเหมือนจะ outdate ไปเลย และถึงแม้ว่าเราจะพูดกันถึง Context กันอีกพักหนึ่งไม่กี่เดือนต่อมาก็พบว่า เราเริ่มเปลี่ยนเรื่องพูดไปเป็นเรื่องของ AI Agentic กันแทนแล้ว ตัวอย่างที่ผมเล่านี้เป็นเรื่องราวความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องเรียนรู้ให้เร็ว โดยยังต้อง Unlearn Relearn ได้อย่างต่อเนื่องด้วย (แต่ในโลกความเป็นจริง Prompt , Context ยังมีความสำคัญในการใช้งาน AI อยู่นะครับ แต่คนเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่นเท่านั้นเอง)

แล้วต้องเริ่มเรียน AI ที่ตรงไหน?

สรุปสุดท้ายก็จะมีคำถามนึงที่ผมมักจะโดนถามจากหลายคนว่า แล้วเราจะต้องเริ่มเรียน AI ที่ตรงไหน หรือต้องไปเรียนกับใคร หรือต้องไปลงคอร์สอะไรยังไงบ้าง

ผมกล้าพูดเลยว่า วิธีที่เรียบง่ายที่สุดยังคงใช้งานได้ผลดีเสมอ นั่นก็คือเอาตัวเอง “ไปใช้งาน AI ซะ” คำว่าใช้ในที่นี้ ผมหมายถึงใช้อย่างจริงจัง อย่างมีเป้าหมาย และถ้ายังเป็นระดับเริ่มต้น ขอให้ตั้งเป้าที่เล็กที่สุดก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเราคิดถูก หลายคนเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าด้วยการสร้างซอฟต์แวร์ โดยที่ตัวเองไม่เคยสร้าง Software ขึ้นมาก่อน ถ้าถามว่าทำได้ไหม AI ทำให้คุณได้ครับ แต่มันจะมีอีกหลายสิ่งมาก ๆ ที่คุณจะไม่เคยได้รู้มาก่อนแล้ว AI คิดแทนคุณไปทั้งหมดเลย แล้วสุดท้ายระบบก็จะทำงานด้วยความผิดพลาดบางอย่าง ซึ่งคุณก็ไม่สามารถโทษ AI ได้ด้วยนะ มันเป็นความผิดของคุณเองที่ไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเองตั้งแต่ต้น ดังนั้นผมแนะนำว่าถ้าปลายทางของคุณคืออยากจะสร้าง Software สักตัว ลองถาม AI ว่า “ต้องการเรียนรู้โดยมีเป้าหมายในการสร้างซอฟต์แวร์ด้วย AI และต้องการให้คุณช่วยในการสร้างอะไรเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเป็นการสร้าง Software แล้วอธิบายให้เข้าใจ ถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถต่อยอดความรู้นี้ไปในการพัฒนา Software ในอนาคตได้ เป็นลำดับขั้น” แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มกระบวนการ Unlearn , Relearn, Learn fast ได้เลยครับ อ่านทำความเข้าใจสิ่งที่ AI ตอบมา , ถามทุกสิ่งอย่างที่ไม่เข้าใจ ที่ AI อธิบายมา, อธิบายความคิดแล้วให้ AI ตอบว่า ถูกมั้ยหรือผิดตรงไหนยังไง แล้วทำซ้ำไปเรื่อย ๆ แค่นี้เลย ผ่านไป 1 เดือน คุณจะเป็นคนละคนกับเมื่อเดือนก่อนแล้วแน่นอน

ผมก็ยอมรับนะว่าบางเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่ก็ใช้เวลาคุยกับ AI อยู่หลายวันเหมือนกันกว่าจะเข้าใจจริง ๆ เพราะบางเรื่องที่ผมเรียนรู้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Pure math , Statistic ซึ่งผมยอมรับว่าเรื่องราวพวกนี้เป็นจุดอ่อนของตัวผมเองมานานแล้ว แต่ผมก็ต้องพยายาม Unlearn , Relearn, Learn fast เพื่อทำให้ตัวเองเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ โดยมี AI เป็นผู้ช่วยอธิบายทั้งภาพแคบและภาพกว้างและทดสอบความรู้ความคิดตัวเองกับ AI ไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางด้วยเช่นกัน

คุณเองก็ทำได้ ถ้าเลือกที่จะทำ เพราะทุกคนมีอิสระในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เท่าที่ตัวเองต้องการ

ผมตอบไม่ได้ว่าคุณต้องเรียนรู้เรื่องอะไร เพราะนั่นคือหน้าที่ และเป้าหมายของคุณ แต่ด้วยหลักการนี้ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นอะไรคุณจะสามารถเรียนรู้ และเข้าใจได้ในทุกเรื่องตลอดไปทั้งชีวิต