เช่นเคยเหมือนอย่างหลายปีที่ผ่านมาปีนี้ก็เป็นอีกปีที่ได้ไปร่วมงานนี้ในส่วนของฝั่งผู้จัดงานนะครับ ก็มีกิจกรรมอะไรหลากหลายอย่างและได้พูดคุยอะไรกับหลาย ๆ คนอย่างเป็นกันเอง แบบเชิงลึกเรียกได้ว่า Deep talk เลยก็ว่าได้
ก็มีหลายเรื่องที่สะกิดใจและอยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ คิดว่ามีประโยชน์และอาจจะได้มุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเรื่องราวทั้งหมดเป็นประสบการณ์ส่วนตัวผมเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานแต่อย่างใดและไม่มีส่วนที่พูดถึงเนื้อหาของงานด้วยเช่นกันนะครับ ออกตัวเอาไว้ก่อนจะได้เข้าใจตรงกัน
เมื่อเราอยู่คนเดียว
เช้าวันที่ 3 ของงานมีกิจกรรม Block Runner ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชิญชวนให้ไปร่วมเดิน-วิ่งกันในเชียงใหม่ โดยจุดเริ่มต้นของปีนี้อยู่ที่ลานครูบาศรีวิชัยและวิ่งกันขึ้นไปที่จุดชมวิวจุดแรกจากนั้นวิ่งกลับลงมาที่เดิม ระยะทางคร่าว ๆ ไปกลับ ประมาณ 6.6 กิโลเมตร ซึ่งผมเองก็ไม่ได้เป็นคนออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นปกติแต่เอาล่ะสู้กับใจตัวเองแล้วไปลุยกันสักตั้ง (ปีแรกก็ไปวิ่งทางราบ ปีสองไม่ได้ไปร่วมงานวิ่ง ปีนี้ชั่งใจนานหลายวันเพราะตื่นเช้ามากแต่สุดท้าย ไป!)
ในตอนที่วิ่งกลับเป็นทางลงเขาก็จะไม่ได้เหนื่อยมากและเนื่องด้วยคนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีทั้งคนที่วิ่งเก่งและเน้นเดิน ทำให้มีความห่างกันไม่ค่อยเกาะกลุ่มกันเท่าไรในระหว่างนั้นผมก็วิ่งออกมาอยู่คนเดียวหน้าหลังไม่เจอใครในบรรยากาศที่เย็น ๆ เพราะเชียงใหม่ยังหนาวอยู่ในตอนเช้าผมก็วิ่งไปพร้อมมองเหม่อไปที่ท้องฟ้าไปด้วย วันนั้นเป็นเช้าวันที่ฟ้าสดใสและแดดก็เริ่มออกแล้วทำให้สีฟ้าชัดเจนและก้อนเมฆสีขาวปุยอากาศรอบตัวที่เย็นสบายแม้ว่าเป็นการวิ่งแต่เหงื่อก็ไม่ได้ออกมากอะไร ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมกลับมาคิดว่า “นี่เป็นช่วงเวลาสำหรับการคุยกับตัวเองที่ดีจัง” เพราะตอนที่เราอยู่คนเดียวในบรรยากาศที่เหมาะสมเราจะมีเวลาได้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีใครเข้ามาขัดจังหวะความคิดของเราที่กำลังไหลลื่นนั่นเอง
ผมมองว่าปัจจุบันคนโดยส่วนใหญ่ต่างกำลังใช้ชีวิตโดยที่แทบจะไม่ได้หยุดคิดเลยด้วยซ้ำว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เรากำลังทำนั้นสำคัญกับชีวิตเราแค่ไหนและชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่ เราทำตัวเหมือนเป็นเครื่องจักรยนต์ที่เติมน้ำมัน(เงินเดือน) แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปในแต่ละวันเมื่อหมดวันก็ผ่านไปวันใหม่ก็เริ่มอีกครั้งในรูปแบบเดิมวนลูปไปไม่รู้จบซึ่งจริง ๆ ก็จบตรงที่โดนไล่ออก, บริษัทปิด, ลาออก, หมดแรง หรือตายในท้ายที่สุด ซึ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีคำถามว่าคนเราต้องเกิดมาทำไม เพื่ออะไร เกิดมาเพียงเพื่อทำงานแล้วตายจากโลกนี้ไปแค่นี้หรือ?
ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ คนที่มีกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นระบบชัดเจนรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรตั้งแต่เช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ค่ำ โดยอธิบายได้เป็นฉาก ๆ ตามช่วงเวลาในแต่ละกิจกรรมนั้น ๆ เลย ซึ่งผมก็เคยเป็นมาก่อนผมยังจำความรู้สึกได้ว่าตอนนั้นเรามีเป้าหมายที่เราต้องทำนั่นแหล่ะ(และทุกคนก็มีเป้าหมายอะไรบางอย่างด้วยเหมือนกัน) จากตัวอย่างนี้สิ่งที่ผมอยากชวนคิดในประเด็นนี้ก็คือเป้าหมายนั้นเป็นเป้าหมายที่เราอยากได้มันจริง ๆ หรือ สังคมเลือกให้เรา หรือ เราไปลอกมาจากคนอื่น หรือ เราโดนสภาพบังคับกันแน่? นอกเหนือจากการพิจารณาถึงที่มาของเป้าหมายแล้ว อีกสิ่งที่ควรพิจารณาต่อก็คือ เรามีทางเลือกที่ดีกว่านี้มั้ยและทางเลือกเหล่านั้นอาจจะพาเราไปได้ถึงไหนกันแน่?
ในประเด็นนี้ผมก็จะพูดอย่างเคยคือไม่มีคำตอบที่ตายตัวเลยว่า แบบไหนถึงจะถูกหรือผิดแต่ส่วนตัวผมมองว่าเป้าหมายนั้นควรเป็นเป้าหมายที่เราได้เลือกแล้วและเป็นเป้าหมายที่เราได้มีโอกาสพิสูจน์แล้วว่าเราจะมีความสุขจริง ๆ ในส่วนของทางเลือกอื่น ๆ ผมแนะนำว่าไม่ควรหยุดที่จะมองหาแม้ว่าชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่กำลังอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบแล้วก็ตาม เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นไปตามวัฏสงสาร คือ เกิดขึ้น > ตั้งอยู่ > ดับไป ดังนั้นความสมบูรณ์แบบที่อยู่ตรงหน้า มันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปอย่างแน่นอน
เพราะความแน่นอนที่สุด ก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง
โลกใบเดียวกันที่แตกต่างกัน
อีกเรื่องที่ผมได้พบจากการเดินทางครั้งนี้ ก็คือ คำถามต่าง ๆ ที่เราไม่เคยถามแต่เมื่อได้เริ่มถามแล้วกลับทำให้มีมุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป
ถ้าใครที่ได้อ่านเนื้อหาที่ผมเขียนมาเรื่อย ๆ จะรู้ว่าผมชวนตั้งคำถามเรื่องเงินเฟ้อบ่อยมาก ๆ เพราะเราเรียนรู้กันมาตลอดตั้งแต่เด็กว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ดีจนวันที่เราเริ่มตั้งคำถามว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือ? ข้อเสียของเงินเฟ้อคืออะไร? เงินเฟ้อทำร้ายเราอย่างไร? และอื่น ๆ อีกมากมายเหล่านี้ก็จะทำให้เราเริ่มมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปทันที
อีกตัวอย่างนึงที่เป็นเรื่องถกกันได้อีกนาน นั่นก็คือ ประเทศควรมีกฎหมายหรือไม่ แน่นอน ตามที่เราเกิดและเติบโตมา คำตอบแทบจะตายตัวว่า ต้องมี และเราสามารถอธิบายเหตุผลรองรับได้มากมายหลายประการด้วย แต่เราเคยกลับมาตั้งคำถามหรือไม่ ว่าปัจจุบัน เราก็มีกฎหมายป้องกันการฟอกเงินแล้ว เรามีกฎหมายคดีอาญาต่างๆแล้ว เรามีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว แล้วทำไมยังแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ได้สักที มันแทบจะไม่ได้ป้องกันเลยด้วยซ้ำ และกลับกัน กฎหมายเป็นตัวผลักดันให้กิจกรรมที่ผิดกฎหมายรุนแรงมากขึ้นด้วยซ้ำ ดูอย่างกรณีล่าสุด หุ้น JKN ก็ได้ บ้านเราไม่มีกฎหมายป้องกันการฉ้อโกงประชาชนเหรอ? ก็เปล่านี่ มีนะ แล้วทำไมยังมีเรื่องพวกนี้ล่ะ แต่การมีกฎหมายจึงทำให้ต้องมีการกระทำที่แนบเนียนแยบยลมากขึ้นและเพราะการมีกฎหมายจึงทำให้เรา “เชื่อโดยพื้นฐาน” ว่าทุกอย่างที่เห็นจะเป็นไปอย่างที่คิด? (เหมือนเป็นการ เชื่อใจว่า มีกฎหมายแล้ว จะต้องไม่มีคนโกงสิ ดังนั้นเราลงทุนได้ ทุกคนจะเป็นคนดีหรืออย่างน้อยก็ไม่ทำผิดกฎหมาย)
ถ้าเรามองอย่างเป็นกลางกับคำถามว่า ประเทศควรมีกฎหมายหรือไม่ เราก็อาจจะต้องมองหลาย ๆ มุมประกอบกันด้วย หรืออย่างหัวข้อที่สำคัญที่เคยถกกันแบบไม่มีจุดจบ ก็คือ เราควรมีกฎหมาย “ข่มขืน = ประหาร” หรือไม่? เช่นเคย คนส่วนใหญ่จะบอกว่าควรมี คนจะได้เกรงกลัวต่อการข่มขืนเพราะถูกประหารแน่นอนถ้าโดนจับได้ แต่ลองคิดต่อดี ๆ นะครับ ปัจจุบันตอนที่ยังไม่มีกฎหมายตัวนี้คนที่ข่มขืนอาจจะปล่อยให้เหยื่อรอดไปได้เราจึงได้เห็นบ่อย ๆ ว่ามีการแจ้งความจับผู้กระทำความผิด แต่ถ้ามีกฎหมายตัวนี้เมื่อไรคิดว่าคนที่ไปข่มขืนคนอื่นแล้วจะปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิตไปหรือ? เพราะถ้าปล่อยให้รอดตัวเองจะเสี่ยงที่จะถูกประหารทันทีดังนั้นการมีกฎหมายจะเป็นการผลักดันให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นอย่างที่ชวนตั้งคำถามในย่อหน้าบนหรือเปล่า?
กลับมาที่จุดตั้งต้นว่าเราควรมีกฎหมายหรือไม่? และกฎหมายจะทำหน้าที่ของมันได้อีกอย่างที่ผู้สร้างคาดหวังจริงหรือ
จริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากกฎหมายเราก็ต้องสร้างอะไรเยอะแยะมากมายเพื่อบิดเบือนความเป็นไปตามธรรมชาติไปเรื่อย ๆ ตามที่เราเคยได้ยินกันว่า ศีลธรรม จารีต ประเภณี ฯลฯ นั่นก็เพื่อการปกครองคนหมู่มากให้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน
กฎหมายบางตัวที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องปรามกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกใจกลุ่มคนที่มีอำนาจที่ถือกฎหมายอยู่หรือเปล่า เราก็อาจจะต้องตั้งคำถามนี้ด้วยเช่นกันแน่นอนเราในฐานะคนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายก็มีสิทธ์ที่จะคิดได้แต่ว่าคนส่วนใหญ่น่าจะไม่เคยได้คิดเลย เล่นเอาง่ายว่าถ้าเราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรมันเลยจะดีกว่า
แต่ถ้าถามผม ผมก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรอกนะ แต่ประเด็นที่ผมชี้ก็คือโลกใบเดียวกัน กฎเกณฑ์เดียวกันแต่เราจำเป็นต้องมองหลาย ๆ มุมที่แตกต่างกันด้วยเพื่อให้เกิดการตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์และค้นหาความจริงกันต่อไป
และแม้ว่าบางเรื่องเราจะเปลี่ยนแปลงเองไม่ได้โดยตรงแต่ว่าถ้าเราร่วมมือกันในทางที่ดีและเป็นบวกเราก็สามารถร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเรื่องการเลือกตั้งที่จะมาถึงในสัปดาห์นี้ขอให้เราได้ทำการบ้าน เพื่อเลือกพรรค และผู้แทนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไม่ใช่เลือกเพราะผลประโยชน์ระยะสั้นแต่ให้มองภาพไปยาว ๆ ว่าพรรคไหนคนไหนต้องการจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนเป็นอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า
เป็นคนดีย์
ผมได้คุยกับคนนึงที่เค้าเป็นมนุษย์เงินเดือนมาทั้งชีวิต เป็นคนที่ตั้งใจทำงานเก็บเงิน ออมเงิน ลงทุน LTF RMF SSF ESG ซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีเต็มพิกัดทุกอย่างเพราะเงินเดือนเค้าค่อนข้างสูง (เสียภาษีอย่างถูกต้องทั้งหมด) คือทุกอย่างทำตามหน้าที่ตามที่คนดีคนนึงของประเทศจะทำได้เลย ซึ่งเมื่อก่อนผมก็เป็นแบบนั้นแหล่ะ(ปัจจุบันผมไม่ได้ตามซื้อพวกอะไรต่าง ๆ ที่มีเป้าเพื่อลดหย่อนภาษีอีกแล้ว) แล้วถ้าถามเหตุผลของทุกสิ่งที่ทำลงไปก็สามารถอธิบายเป็นตัวเลขมีเหตุผลเบื้องหลังได้ทั้งหมดด้วยตามที่เราได้ยินโครงการต่างๆเค้าบอกและกรอกหูเรามาตลอดอีกเช่นกัน โดยที่อาจจะไม่เคยได้มองหลาย ๆ มุมที่โครงการเหล่านั้นไม่ได้พูดถึงหรืออธิบายให้เราได้เข้าใจเลยด้วยซ้ำ
แต่ผมก็ชวนเค้าคิดมุมอื่นบ้างแบบนี้…
ออมเงินใน LTF RMF SSF ESG บลาๆๆๆ
รัฐผู้ส่งเสริมให้ออมเงินตามแบบต่าง ๆ ไม่เคยบอกเรื่องเงินเฟ้อ อย่าง LTF ที่ต้องถืออย่างน้อย 5 ปี ถ้าคิดกลมๆ เงินเฟ้อ 4% ต่อปี เท่ากับครบอายุแล้วราคาสินค้านำหน้าเงินต้นไปแล้ว 21.67% (เงินเฟ้อเป็นการคิดแบบทบต้น) ถ้าสมมุติว่าหน่วยที่เราซื้อไม่ขาดทุนเลย แล้วเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้ลดภาษีไป 10% ของยอดซื้อ แปลว่าเรายังขาดทุนเงินเฟ้อยู่ 11.67% แล้วอย่าง RMF ที่ต้องถือไปเป็น 10 ปีหรือนานกว่านั้นเรียกได้ว่าเงินแทบไม่เหลือมูลค่าเท่าไรให้ใช้แล้วนี่ยังไม่นับตรงที่เงินลงทุนต่าง ๆ ที่ใส่เข้าไปติดลบเมื่อครบอายุอีก(ตอนซื้อราคาแพง ตอนขายคืนราคาตก) อันนี้คงจะเจอกันไปแล้วไม่ต้องรอมีคนมาบอก สรุป ประหยัดภาษีได้นิดหน่อยแต่เสียทีหลังแบบจุก ๆ เลยหยาดเหงื่อแรงงานของเราทั้งนั้นแต่ไม่มีใครเคยบอกประเด็นนี้นะ หรือถ้าบอกก็จะเป็นส่วนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่เราจะได้รับซึ่งเราจะคล้อยตามแล้วก็ตัดสินใจโดยมั่นใจว่านั่นคือความคิดของเราเองไปแล้ว
ประกันสังคม
เงินประกันสังคมที่ส่งกันไป ก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ พนักงานของประกันสังคมกินดีอยู่ดี แจกปฎิทินกันทุกปี ได้เที่ยวบิน first class ได้มีโรงอาหารใหม่โอ่อ่า ได้มีสูทสำหรับเจ้าหน้าที่ฟรี ด้วยเงินของประชาชน ในขณะที่ทำหน้าที่บริหารได้กำไรจากเงินต้นแค่ 2-3% ต่อปี ถ้าเงินเฟ้อ 4% ต่อปี ก็ติดลบแล้วยังไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเลย แล้วยังไม่นับโครงสร้างของระบบที่ผิดหลักธรรมชาติด้วย ก็คือ คน 3-4 คนต้องทำงานส่งเงินเพื่อเอาเงินนั้นไปดูแลคนแก่ (บำนาญ) ได้แค่คนเดียว แต่โครงสร้างประชากรที่กำลังลดลงและเข้าสู่ประเทศผู้สูงอายุทำให้คนส่งเงินมีจำนวนลดลงแต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นสวนทางกันอย่างเร็ว(คนรับเงินบำนาญมีจำนวนมากขึ้น) สุดท้ายน่าจะไปต่อได้ยากเพราะเงินจะไม่พอในระยะยาวมากตรงนี้ก็ไม่เคยมีใครบอก แต่ระหว่างทางเค้าก็จะบีบให้คนส่งเงินเพิ่มมากขึ้น (เริ่มทำแล้ว) และบีบให้ส่งเงินนานขึ้น (กำลังพูดคุยกันอยู่ อาจจะให้ส่งถึง 65 ปี อนาคต อาจจะ 70 ปี อนาคตอันไกลอาจจะส่งถึง 75 ปี? แล้วเราตายกันตอนไหนนะ?) แต่สิ่งที่ได้รับรู้มาก็คือประกันสังคมดียังไง…. ทำไมต้องมีประกันสังคม…. ส่วนมุมตรงนี้ก็ไม่มีใครเคยมานั่งเล่าให้ฟังหรือถ้ามีหลายคนก็เลือกที่จะปิดหูไปแล้วเพราะมีความลำเอียงเข้ากับประกันสังคมอยู่เสมอเหมือนเป็นคนทำงานให้ประกันสังคมเลย
เงินเฟ้ออ่อน ๆ ดี เงินฝืดไม่ดี
เงินเฟ้อ เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม เพราะเคยได้ยินมาตลอดว่าเงินเฟ้ออ่อน ๆ เป็นเรื่องที่ดี แต่บางปีเงินเฟ้อก็ไม่ได้อ่อนอย่างช่วงโควิคที่ผ่านมาเงินเฟ้อพุ่งแรงมากเราจะเห็นได้ว่าราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ก็แพงขึ้นมาเมื่อเทียบกับก่อน covid อย่างชัดเจนเลย ดังนั้นบางปีไม่ใช่ 4% นะ
เงินฝืดเป็นเรื่องที่ไม่ดี เราเคยเรียนรู้กันมาแต่ว่าเงินฝืดถ้าเกิดขึ้นจริงนั่นแปลว่าราคาสินค้า อาหาร บริการ จะลดราคาลง คือเรามีเงินเท่าเดิม ซื้อของได้เพิ่มขึ้นสิ่งนี้กลับถูกสอนมาว่าเป็นสิ่งไม่ดีไปได้ยังไงกันนะ? เราได้เคยตั้งคำถามบ้างหรือเปล่า ใช่เศรษฐกิจภาพรวมจะหดตัวลงตัวเลขไม่เติบโตแต่ว่าเงินในกระเป๋าที่เรามีใช้ซื้อของได้มากขึ้นมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นทำไมกลายเป็นสิ่งไม่ดีกันล่ะ?
อนาคตที่ไม่แน่นอน มันจะเกิดขึ้นแน่นอน
การทำงานเป็นคนเก่งเงินเดือนสูงเป็นที่รักของเจ้านายและบริษัทนั่นเป็นสิ่งที่ดีมาก เราอาจจะเคยคิดว่าเราจะสามารถทำงานที่นี่ได้จนวันตายแต่เคยคิดมั้ยว่าถ้าวันนึงร่างกายเราเปลี่ยนไปหรือมีเหตุบางอย่างที่เราทำงานไม่ได้ เราจะเอาชีวิตรอดหลังจากนั้นได้อย่างไร (แต่กับคนนี้ไม่มีปัญหาเพราะทำงานมีเงินเก็บมาเยอะมากพอสมควร และพิจารณามรณานุสติอยู่เป็นระยะ คือมีการวางแผนเอาไว้แล้วด้วยซ้ำ จึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท) แต่ว่าอนาคตก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนเรื่องร้ายอาจจะไม่เกิดหรืออาจจะเกิดแล้วรุนแรงกว่าที่คิดก็ได้ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดก็คือ เราจะมีชีวิตเพื่อการทำงานวนไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตเลยจริงหรือ? ชีวิตเรามีค่าแค่นั้นจริงหรือ? อย่างที่ผมพูดไปในย่อหน้าบนเรามีเป้าหมายของชีวิตคืออะไรที่นอกเหนือจากงาน เราทำให้ชีวิตเราสบายได้มากกว่าตอนนี้ที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ เรามีอิสรภาพที่จะเลือกที่จะไม่ทำงานตอนนี้ได้เลยมั้ย ทั้งหมดนี้เราก็ต้องพิจารณากับตัวเองด้วย
เก็บออม
คนนี้เค้าเก็บออมอยู่แล้วแต่เรียกได้ว่า เกือบ 100% อยู่ในรูปเงินบาททั้งหมดเลย เพราะไม่รู้จักโลก crypto เลย หรือแม้กระทั่งมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เสี่ยงตามที่เค้า(ใคร?) และ ตลาดทุนสอนมา ดังนั้นก็เลยออมในสิ่งต่างๆ แต่เป็นเงินบาท 100% ตามที่ได้เล่าไปข้างบน แน่นอนว่าถ้าเราคิดแค่เงินเฟ้อ ก็เหนื่อยแล้วเพราะเราไม่รู้ว่าจะสู้เงินเฟ้อได้อย่างไรเลย แต่กลับกันตั้งแต่ผมตาสว่างเรื่อง Bitcoin และ ทองคำ ก็เริ่มเก็บมาตั้งแต่ตอนนั้น https://bemyblockchain.com/2024-02-what-is-money (2024) ซึ่งตอนนั้นราคาทองคำโลกอยู่ที่ประมาณ $2000 ต่อ 1 oz ราคาไทยก็ประมาณ 42,000 บาท ต่อ 1 บาททอง ผมก็เก็บมาเรื่อยๆ DCA ซื้อทุกวัน จนครบตามเป้าและไม่เคยขายออกเลย ไม่ว่าราคาจะขึ้นจะลงเท่าไร แต่มองราคาวันที่เขียนนี้ 81,000 บาท ต่อ 1 บาททอง(เขียนมาก่อน publish) กับราคาตลาดโลกที่ $5,500 ต่อ 1 oz ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าถ้าเรายังออมในรูปเงินบาทเหมือนก่อนหน้า เราจะเจ็บปวดขนาดไหนแต่ที่พูดทั้งหมดไม่ใช่เรื่องกำไรส่วนต่างของราคา แต่ผมมองในมุมมองของผลกระทบต่อเงินออมจากเงินเฟ้อต่างหาก ถ้าเราจะเอาเงินไปซื้อทองตอนนี้เราก็ต้องจ่ายแพงขึ้นแล้วนั่นเองจริงอยู่ว่ามันเกิดจากการเก็งกำไรแต่ถ้าถามว่าคิดว่าราคาทองจะกลับไป 40,000 บาท ต่อ 1บาททองอีกหรือไม่ ผมว่ายากแล้วล่ะดังนั้นการออมเป็นสิ่งที่ดีแต่เราก็ต้องเลือกออมในสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามหลักการด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ เพราะเราเป็นคนดีคนนึงเราเติบโตขึ้นมาจากระบบที่สั่งสอนเราในมุมที่ต้องการให้เราได้รับรู้และเท่าที่จำเป็นต้องรู้ และเราก็ทำตามที่เค้าสอนแบบที่ไม่ได้เคยตั้งคำถามอะไรเลย หรือไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าการตั้งคำถามเป็นสิ่งที่ถูกต้องควรทำหรือเปล่า เพราะหลังจากที่ผมได้เล่าและอธิบายทั้งหมดนี้เพื่อให้เค้าได้มองมุมต่าง เค้าก็เหมือนจะตาสว่างขึ้นมาในทันทีและยอมรับเลยว่าไม่เคยคิดมุมนี้เลยและไม่คิดว่ามีความคิดมุมนี้อยู่ในโลกนี้หรือมีคนที่คิดแบบนี้อยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำ
ผมมองว่านี่แหล่ะ คือสิ่งที่ผมทำได้สำเร็จแล้วในงานของปีนี้คือการได้เปิดมุมมองของใครสักคนเพื่อให้เค้าได้มองด้านมุมอื่น รู้จักตั้งคำถามตามหาคำตอบที่ตัวเองต้องการ (เพราะเราทุกคนล้วนแตกต่าง) บนหลักการที่ถูกต้องและความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนไปน้อยที่สุดแน่นอนคำตอบสุดท้ายของเค้าอาจจะไม่เหมือนผมหรือ solution แตกต่างอาจจะออกไปจากที่ผมบอกแต่นั่นก็คือความเหมาะสมของตัวเค้านั่นเองซึ่งประเด็นนี้ผมก็เคารพการตัดสินใจของเค้าด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้นในงานก็ยังได้มีคุยกับอีกหลายคนที่ได้กลับมา update การบ้านจากปีก่อนที่ได้พูดคุยกันว่าตอนนี้เดินทางมาไกลขนาดไหนแล้วซึ่งผมก็ยินดีด้วยจริง ๆ ผมไม่ได้อะไรเลยจากความสำเร็จของทุกคนและผมก็ไม่ได้ต้องการอะไรด้วย แต่ถ้าทุกคนประสบความสำเร็จหรือเติบโตขึ้นนั่นแหล่ะผมก็รู้สึกดีแล้วครับแค่นั้นก็เพียงพอ ก็ได้แต่อวยพรขอให้เติบโตแข็งแรงต่อไปในเส้นทางที่ตัวเองได้เลือกผมมองตัวเองว่าก็มีหน้าที่เล่าเรื่องให้ได้คิดและมองมุมที่แตกต่างบนหลักการที่ถูกต้องต่อ ๆ ไป ยังไม่หนีไปไหนแน่นอนครับ
และในฐานะของหนึ่งในผู้ร่วมจัดงานปีนี้ก็ต้องขอบคุณคนที่มาเข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็นฟรีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เสียเงินซื้อบัตรเข้างานมาทุก ๆ คน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้มีกิจกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในปีต่อ ๆ ไปด้วยเช่นกันกิจกรรมนี้ไม่ได้จัดเพื่อเอากำไรหลาย ๆ ปีก็ขาดทุนแต่ว่าที่ต้องการทำให้เกิดก็เพื่อให้มี Community ที่ให้ความรู้ แบ่งปัน ส่งต่อมุมมอง เพื่อสร้างสังคมให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะทำกันได้ครับ
ป.ล. สำหรับเนื้อหาในงาน ก็สามารถติดตามผ่านทาง https://www.facebook.com/BlockmountainOfficial ได้เลยนะครับ
ป.ล. 2 ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกับท่านนึงที่มาร่วมงาน และท่านได้นิยามว่า กลุ่มคนที่มาร่วมงานพวกนี้คือพวก กบฏ (ต่อระบบการเงิน) ซึ่งก็ถือว่าขำ ๆ กันไปนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและมีรายละเอียดอยู่มาก ถ้าคุณเข้าใจในความหมายที่ท่านนี้ได้สื่อถึงก็ถือว่าได้คุณก็มาไกลมากพอสมควรแล้วล่ะครับ