เงินเฟ้อ เป็นสิ่งที่กัดกินหยาดเหงื่อ แรงงาน พลังงานชีวิต และสูบทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การที่เราจะสู้กับเงินเฟ้อได้นั้นหลังจากที่เราได้เงินมาเราก็ควรจัดเก็บเงินในสินทรัพย์ที่เหมาะสมซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่า Bitcoin และ ทองคำ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่การซื้อแล้วถือเก็บเฉยๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกิด yield อะไรเพิ่มเติมขึ้นมา ในเนื้อหานี้ผมจะพามาทำความเข้าใจเพื่อเจาะลึกทั้งสองสินทรัพย์นี้เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น รวมทั้งวิธีการหากระแสเงินสดออกมาโดยที่ไม่ต้องนั่งเฝ้า ไม่ต้อง trade อีกด้วย
เข้าใจเรื่องเงินเฟ้อ
อยากพาย้อนกลับไปถึงเรื่องเงินเฟ้อแบบเจาะลึกกันสักหน่อย ผมเป็นคนนึงที่เติบโตมาพร้อมกับการได้ยินว่าเงินเฟ้อเป็นความปกติ และเงินเฟ้อแบบอ่อน ๆ ประมาณ 2% เป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจแล้วจบแค่นั้น แต่ในความเป็นจริงมันเลวร้ายกว่านั้นมากครับ ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ขยันทำงานตั้งใจเก็บเงินออมมาอย่างต่อเนื่องหลายปีคุณจะเป็นคนนึงที่ได้รับผลร้ายจากเงินเฟ้อแน่นอนและรุนแรงกว่าคนที่ไม่ได้เก็บออมด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่างที่ classic ที่สุดเลยก็คือราคาก๋วยเตี๋ยวแล้วกัน เมื่อตอนที่ผมอยู่ประถมนั่นก็เมื่อ 30 ปีที่แล้วได้ ราคาก๋วยเตี๋ยวโดยทั่วไปอยู่ที่ชามละ 15 บาทแต่วันนี้ ราคา 60 บาท ขึ้นราคามาแล้ว 4 เท่าตัว และเมื่อเราพิจารณาราคาอาหารข้าวของต่าง ๆ ก็ขึ้นราคาด้วยกันทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อตามที่เราได้เคยเรียนกันมาและเพื่อให้เห็นภาพในตัวอย่างเดียวกันนี้ผมสมมุติว่าตอนนั้นแม่ได้ให้เงินออมไว้กับผม จำนวน 15,000 บาท โดยหวังว่าให้ผมได้มีเงินกินก๋วยเตี๋ยวเอาตัวรอดไปได้ 1,000 ชาม (1,000*15 = 15,000) แล้วผมก็เก็บเงินนั้นเอาไว้มาจนถึงปัจจุบันซึ่งก็ยังมี 15,000 บาทเท่าเดิมนี่แหล่ะเพราะเก็บไว้ในกระปุกออมสินตั้งแต่เด็ก แต่วันนี้เงินจำนวนนี้สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 250 ชามเท่านั้น (15,000 / 60 = 250) น้อยกว่าเดิมถึง 750 ชามเลยทีเดียว
ลองจินตนาการใหม่อีกแบบสมมุติว่า คุณได้ใช้แรง เวลา พลังงานของตัวคุณเองไปกับการทำงาน ทุ่มเททำงาน เก็บหอมรอมริบ ออมเงินได้แล้ว 1.5 ล้านบาทในตอนนี้โดยหวังว่าจะเอาเงินนี้ไปใช้ในอีก 20 ปีข้างหน้าตอนเกษียณซึ่งวันนี้คุณซื้อก๋วยเตี๋ยวราคา 60 บาทต่อชามได้เป็นจำนวน 25,000 ชาม (60 * 25,000 = 1,500,000) แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี ถึงวันที่คุณเกษียณแล้วจริงกลับพบว่าราคาก๋วยเตี๋ยวก็เป็นราคาชามละ 150 บาทแล้วตามกลไกเงินเฟ้อปกติที่เราใช้ชีวิตแบบนี้มาทั้งชีวิต ณ วันนั้น เงิน 1.5 ล้านบาทจะใช้ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เพียง 10,000 ชามเท่านั้นเองเหลือจำนวนก๋วยเตี๋ยวไม่ถึงครึ่งนึงด้วยซ้ำจากที่ได้วางแผนเอาไว้
นี่แหล่ะคือการสูบทรัพยากรมนุษย์ไปอย่างช้า ๆ และเป็นระบบที่ผมก็ไม่เคยได้ตั้งคำถามจากสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนรู้มาก่อนว่า “เงินเฟ้ออ่อน ๆ เป็นสิ่งที่ดี” นั้นดีจริงหรือ ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเงินเฟ้อไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีอย่างที่คิดหรือเคยรับรู้มาเลย (จริง ๆ เรื่องนี้มีรายละเอียด คือคนที่บอกว่าดีก็คือรัฐบาล แต่คนที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงคือประชาชน ซึ่งเป็นคนละหน่วยกันอันนี้คือรายละเอียดที่แฝงอยู่เบื้องหลัง)
การสู้กับเงินเฟ้อ
ที่จริงแล้วการสู้เงินเฟ้อมีหลายทางเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ลดคุณภาพชีวิตลง (เพื่อลดรายจ่าย) เพิ่มรายได้ หรือ ลงทุน ต่างก็เป็นทางเลือกกับการสู้เงินเฟ้อด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป แต่ในเนื้อหานี้ ผมจะละเรื่องการเพิ่มรายได้เอาไว้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่มีวิธีการ ความต้องการ และความสามารถที่แตกต่างกันไป แต่เรื่องการลดคุณภาพชีวิตลง ก็เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างเหมาะสม เช่น ลดการกินอาหารราคาแพงข้างนอกบ้านและหันกลับมาทำอาหารกินเองแบบได้สุขภาพที่ดี ไม่ใช่การลดคุณภาพวัตถุดิบจากอาหารสดเป็นอาหารแช่แข็งที่มีสารกันบูดหรือสารต่าง ๆ เพื่อให้ขายได้ที่ราคาถูกกว่าแบบนี้ไม่ควร
แต่ที่ผมจะ focus ในเนื้อหานี้ก็คือการเก็บออมในสินทรัพย์ที่ถูกต้องมากกว่าเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บออมในสินทรัพย์ที่เราเลือกมาแล้วอย่างดีใช้สำหรับกักเก็บมูลค่าเงินของเรา ให้เทียบกับจำนวนก๋วยเตี๋ยวที่เราซื้อวันนี้จะเท่ากับจำนวนก๋วยเตี่ยวที่เราต้องการซื้อในอนาคต ไม่ว่าราคาก๋วยเตี๋ยวจะเป็นเท่าไรก็ตาม ดังนั้น mindset ของเรื่องนี้จะต้องแตกต่างออกไปจากการลงทุนโดยเฉพาะคนที่ต้องการเก็งกำไร อยากให้คิดว่า วันนี้เงินเก็บเราซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 25,000 ชามในวันนี้มันก็จะยังสามารถซื้อได้ 25,000 ชามในอีก 20 ปีข้างหน้าเหมือนเดิมเป็นเแนวความคิดหลักครับ นี่แหล่ะที่เรียกว่าการสู้กับเงินเฟ้ออย่างแท้จริง
ทองคำแท่งแหล่งเก็บเงินออมสู้เงินเฟ้อ
สิ่งที่เป็นรูปธรรมสำหรับเงินเฟ้อก็คือทำให้ราคาสินค้าบริการต่าง ๆ สูงขึ้นในระยะยาว และแน่นอนทองคำเป็นสิ่งหนึ่งที่ราคาขึ้นในระยะยาวด้วย แต่การที่ทองคำราคาขึ้นในระยะยาวได้ เนื่องด้วยข้อจำกัดที่สำคัญอันนึงนั่นคือการสร้างเพิ่มใหม่เข้ามาในระบบได้ยาก ทุกวันนี้โลกเราสามารถสร้างทองคำใหม่เพิ่มเข้ามาในระบบได้ประมาณ 2% ต่อปี แม้ว่าเราวิวัฒนาการโลกเราจนมี AI แล้วก็ตามรวมทั้งคนโลภก็ยังมีอยู่มากมายทั่วโลกที่ใคร ๆ ก็อยากสร้างทองคำใหม่ได้เยอะ ๆ กันทั้งนั้น แต่เราก็ยังทำได้แค่นี้ แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปดู จตุคามรามเทพหรือไม้ด่างหรือย้อนไปกระทั่งวิกฤติดอกทิวลิปเองก็ตาม ต่างมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกันซึ่งแตกต่างจากทองคำชัดเจนนั่นคือความสามารถในการสร้างเพิ่มอย่างไม่จำกัด ก่อนที่มันจะล้มหายตายจากไป (ในเรื่องของราคา)
ดังนั้นการที่เราได้เงินมาแล้วไปซื้อทองคำแท่งมาเก็บโดยมีเป้าหมายในระยะยาวซึ่งใช้มุมมองว่านี่แหล่ะคือจำนวนก๋วยเตี๋ยวที่เราจะตรึงไว้ในทองคำแท่ง ก็จะอยู่บนแนวคิดนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งแตกต่างจากการเก็งกำไรที่คอยมานั่งดูว่าวันนี้ราคาเท่าไรแล้วจะซื้อหรือจะขายดี เพราะการจะสู้เงินเฟ้อนั่นคือเกมยาวที่เราต้องซื้อถือเก็บยาวกันเป็น 10 ปีขึ้นไป
ทองคำ Digital ไม่มีอยู่จริง
แม้ว่าเราจะเคยได้ยินว่าสามารถซื้อทองคำผ่านระบบ Online มานานแล้วก็ตาม แต่ว่าทองคำที่เป็น Version digital โดยสมบูรณ์แบบนั้นไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกนี้ แม้กระทั่งปีนี้ที่เป็น 2026 และมี Blockchain เพื่อความโปร่งใสแล้วก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่าทองคำที่แท้จริงเป็นธาตุบริสุทธิ์หนึ่งในตารางธาตุทางเคมี ดังนั้นทองคำของจริงก็จะต้องเป็นเพียงธาตุที่มีรูปแบบทางเคมีที่ตรงตามที่ระบุไว้ในตารางธาตุเท่านั้น (ไม่นับเรื่องส่วนผสมเพื่อทำให้เจือจางลง เพื่อปรับคุณสมบัติให้แข็งแรงมากขึ้น เช่น ทองคำ 96.5 แต่เราจะยังถือว่าเป็นทองคำที่ถูกต้องอยู่ดี) ด้วยความเป็นจริงแบบนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะแปลงทองคำที่แท้จริงให้ไปอยู่ในรูปแบบ Digital ได้เลย เพราะขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ในวิชาเคมีนั่นเอง
แม้เคยได้ยินว่า บริษัทหนึ่งเอาทองคำมาเก็บในโกดังแล้วก็สร้าง Digital Token ขึ้นมาด้วยจำนวนที่เท่ากันกับที่เก็บอยู่ในคลังโดย Token เหล่านั้นก็สร้างขึ้นมาบน Blockchain อีกที แต่คำถามที่สำคัญก็คือเรามั่นใจได้อย่างไรว่าบริษัทเหล่านั้นจะไม่มีการเล่นตุกติกอะไรเลยตลอดมาและตลอดไป ? อันนี้เป็นคำถามที่มีคำตอบเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เป็นจริงคือ “การเชื่อใจ” ไม่ว่าจะต้องเชื่อในในบริษัทหรือบริษัทประกาศว่ามี 3rd party เข้ามาตรวจสอบแล้วก็ตาม แต่เราก็เพียงแค่ย้ายความเชื่อใจจากบริษัทที่เก็บทองไปเป็นบริษัท 3rd party นั้นอยู่ดีโดยทุกอย่างยังเป็นเรื่องเดิมคือความเชื่อใจเท่านั้น และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ไม่เคยมีทองคำรูปแบบ Digital ได้จริงเลย หรือถ้ามีจริงก็ต้อง “เชื่อใจ” ว่ามีอยู่จริงในรูปแบบ Physical เพียงเท่านั้น หรือหนักกว่านั้นก็คือเชื่อใจว่าเราจะมีทองคำให้คุณได้ถ้าคุณต้องการ(โดยไม่มีหลักประกันอะไรอื่นอีก) ซึ่งรูปแบบนี้เราจะเห็นได้โดยทั่วไปในปัจจุบันเลยทีเดียว
Bitcoin แหล่งเก็บเงินออมสู้เงินเฟ้อในยุค Digital
ในยุค Digital ปัจจุบันที่เราไม่ต้องไปสาขาธนาคารก็ทำธุรกรรมการเงินได้แทบครบทุกอย่างแล้วเราเริ่มมองเห็นตรงกันว่าทองคำเองก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขนาด น้ำหนัก การแบ่งส่วน การตรวจสอบว่าเป็นของแท้ การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย การถ่ายโอน ต่างเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงิน เวลา ความพยายาม ในการจัดการซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนทั้งหมด และไม่สามารถนำไปใส่ในรูปแบบ Digital ได้โดยตรงอย่างที่เล่าไปแล้ว ในหัวข้อก่อนหน้าดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าทองคำก็เริ่มมีข้อจำกัดต่าง ๆ ในโลกที่ทุกอย่างรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเป็น Digital มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้อีกแล้วด้วย เพราะจะขัดกับหลักทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง (ถ้าคุณแก้ปัญหานี้ได้ ก็จะมีมูลค่าหลักแสนล้านบาทเลยล่ะ)
Bitcoin ที่นอกเหนือจากการเกิดมาเป็น Digital 100% และสามารถตรวจสอบได้ทุกหน่วยย่อยของ Bitcoin ถึงที่มาที่ไปตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันว่าเป็นของจริงแท้แน่นอนและไม่สามารถเสกขึ้นมาได้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นและยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงจนปัจจุบันและอนาคตก็ด้วยเช่นกันนั่นคือ อัตราการผลิต และ จำนวนที่จะมีได้สูงสุดในระบบของ Bitcoin ก็คือ 21 ล้าน Bitcoin เท่านั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แม้กระทั่งทองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะโลกเรายังค้นพบเหมืองทองใหม่อยู่ตลอดเวลา ยังไม่นับการค้นพบดาวฤกษ์นอกโลกที่อุดมไปด้วยทองคำอีก แต่ยังดีว่าติดที่เรื่องวิธีการผลิตยังยุ่งยากมากอยู่รวมทั้งสร้างมลพิษอย่างมาก แต่ใครจะรู้ในยุคที่เราเริ่มใช้ AI แล้วอาจจะมีการหาวิธีใหม่ ๆ ที่ทำให้ผลิตได้ง่ายมากขึ้นก็เป็นได้ ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นจริงทองคำจะเสื่อมมูลค่าด้วยความรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับ Bitcoin ที่ไม่สามารถเป็นอย่างนั้นได้และถ้าเราดูย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันเราจะเห็นว่า Bitcoin มีการสร้างยากขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหากทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของ Miner ทั้ง จำนวนที่ถูกผลิตออกมามีจำนวนน้อยลงครึ่งนึงในทุก 4 ปี ที่ผ่านไป (ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว) แต่ก็คงมีคนที่สงสัยว่า โค้ด Bitcoin ใคร ๆ ก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้ ให้มีจำนวนที่น้อยกว่านี้ก็ยังได้ ดังนั้น อนาคตก็อาจจะมี Bitcoin clone ที่ดีกว่า เด่นกว่า ดังกว่าก็ได้สิ แต่ในความเป็นจริงคือ โลกเราไม่ได้ต้องการ Facebook clone และความจริงยิ่งกว่าก็คือ project ที่ clone Bitcoin ออกมาในปัจจุบันผมคิดว่าน่าจะเกินหลักหมื่นโครงการไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครที่ได้ยินหรือมีความเป็นไปได้ที่จะมาแทนที่ Bitcoin ได้เลย นั่นเป็นเพราะสิ่งหนึ่งที่ไม่มี Project ไหนมี ก็คือ network effect หมายถึงจำนวนผู้คนที่เข้าถึงเข้าใจและเอามาใช้งานจริงที่มีเป็นจำนวนมากอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งพอเป็นแบบนั้นมันก็จะถูกทำลายได้ยากไปด้วยหมายรวมไปถึง Miner ที่ยังมีกำลังขุดเพิ่มขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ ทำจุดสูงสุดใหม่เรื่อย ๆ และตรงกันข้ามกับทองคำเพราะการเพิ่มจำนวน miner กลับทำให้ขุดยากขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก และยังใช้เป็นตัวการันตีความแข็งแรงของ network effect ที่จับต้องได้และเป็นรูปธรรมมากที่สุดตัวนึงเลย
ดังนั้น Bitcoin ไม่ใช่เงิน Digital ที่ใครก็สร้างได้อย่างแน่นอนถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมคนเก่ง ๆ เค้าไม่แอบสร้างมาขายกันล่ะเพราะตอนนี้ราคา 1 Bitcoin ก็แพงตั้ง 3 ล้านบาทเข้าไปแล้วเงินฟรีจากอากาศใครจะไม่ชอบจริงมั้ยทั้งที่มีแรงดึงดูดเป็นราคาที่แพงมากขนาดนี้แล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่มีใครทำได้จริงและเพราะความจริงข้อนี้เป็นหลัก ที่ทำให้มันไม่ตายได้ง่าย เหมือน จตุคาม ไม้ด่าง หรือ ประวัติซ้ำรอยกับทิวลิป
Bitcoin เกิดมาเป็น Digital 100% ดังนั้นจึงเข้ากันได้กับโลกปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนตัวเองเป็นโลก Digital มากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ วัน รวมทั้งคุณสมบัติที่พิสูจน์ความจริงได้ง่าย ถ่ายโอน โยกย้าย จัดเก็บ แบ่งส่วน พิสูจน์ความจริง ได้ง่ายผ่านระบบ Digital ทั้งหมดและใช้เวลาสั้นมากรวมทั้งต้นทุนต่ำจึงทำให้ข้อจำกัดที่มีในทองคำหายไปในทันที
ในฐานะที่เราต้องเก็บเงินเพื่อสู้เงินเฟ้อดังนั้นทั้งทองคำและ Bitcoin นี่แหล่ะ ที่ต่างก็มีจุดแข็งเป็นของตัวเองเราก็เลือกเก็บทั้งสองแบบไปเลย ที่สำคัญคือเน้นที่การเก็บระยะยาวมากกว่าการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นจึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเงินเฟ้อเราต้องคุยกันยาวเป็น 10 ปี
การออมคือสิ่งพื้นฐานที่สำคัญ
เราจะไม่สามารถมีอนาคตที่มั่นคงได้ถ้าเรายังไม่รู้จักการออมตั้งแต่ตอนที่เรายังมีเงินจำนวนไม่มาก เราจะเห็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาว่ามีดารายืมเพื่อนไปลงทุนแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเข้าข่ายฉ้อโกงไปเสียอย่างนั้น นั่นเพราะเป็นการลงทุนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและหวังว่าจะรวยหวังว่าจะมีเงินมากกว่าเดิมหวังว่าจะมีเงินใช้ได้อย่างไม่อั้น แต่อย่างนึงที่เราต้องยอมรับกันก่อนว่าทุกคนไม่ได้เกิดมาแล้วเก่งเรื่องการลงทุน
ผมเองก็ยอมรับว่าผมก็ไม่ได้เก่งเรื่องการ Trade หรือเก็งกำไร แม้ว่าจะเคยใช้การลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิตมาได้แล้วจริงแต่ผมก็ยังไม่เคยหยุดศึกษาทำความเข้าใจเพื่อเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเลย มันมีรายละเอียดและมีอะไรให้เรียนรู้ไม่มีวันจบจริงๆ
แต่กับเรื่องการออมที่ผมได้ฝึกทักษะนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กที่แม่สอนผมเอาไว้ ผมก็ยังใช้ความสามารถเรื่องการออมได้มาเรื่อยจนถึงปัจจุบันผมจึงยกให้เรื่องการออมนี่แหล่ะคือเรื่องที่พื้นฐานที่สุด
มีคนเคยถามผมว่าแล้วตอนแก่จะเป็นยังไงต่อได้วางแผนเอาไว้หรือยัง ผมก็ตอบไม่ได้หรอกว่าแก่แล้วจะไปอยู่ที่ไหน (หมายถึงบ้านพักคนชราที่ไหน หรือบ้านตัวเอง หรือ ยังไง) หรือมีรูปแบบการใช้ชีวิตยังไง (หมายถึงอยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่กับใคร หรือจ้างใครมาดูแล) แต่ผมมองว่าผมยังพร้อมในการปรับตัวไปเรื่อย ๆ ตามรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยโดยมีสิ่งสำคัญก็คือเงินออมบนสินทรัพย์ที่ถูกต้องซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญหากต้องตัดสินใจในอนาคตไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม ถ้าเรามีเงินออมเพียงพอเหลือพอที่จะทำแบบใดได้อย่างอิสระ เราก็จะเลือกชีวิตในแบบที่เราต้องการได้แน่นอนผมคิดแบบนี้ ดังนั้นจะว่าไม่มีแผนเลยก็ไม่เชิงแต่เป็นแผนที่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงโดยมีเงินออมเป็นเครื่องมือหลักมากกว่า
อีกเรื่องนึงที่ผมเล่าให้ฟังได้ก็คือเงินออมเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้เพราะครั้งนึงในอดีตที่ผมเคยตัดสินใจว่าอยากเกษียณตัวเองแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำในตอนนั้นคือการหันมาลงทุนอย่างจริงจัง มีวินัย มีเป้าหมาย ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเงินออมที่มี เพราะถ้าย้อนกลับไปในวันนั้นผมยังมีเงินออมแค่หลักหมื่นบาทก็อาจจะต้องใช้เวลาอีกนานมากหลายปีกว่านี้และเหนื่อยกว่านี้ในการพยายามทำให้ตัวเองหลุดพ้นจนเป็นอิสระได้ ก็ต้องขอบคุณตัวเองที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินมาโดยตลอด แม้ว่าผมจะยังมีความเสียดายภายหลังที่นึกย้อนกลับไปในระหว่างทางที่ออมเงินมาเป็นสิบปีโดยยังไม่เข้าใจเรื่องเงินเฟ้ออย่างแท้จริงตามที่ผมเล่าให้ฟังในเนื้อหานี้ ซึ่งได้ทำให้มูลค่าหดหายไปเยอะเหมือนกัน แต่ผมคงย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้แต่หวังว่าคุณที่อ่านอยู่จะได้นำไปใช้งานได้ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากอย่างแน่นอน
ทองคำ Digital บน Blockchain
ย่อหน้าบน ๆ ก็พึ่งจะบอกไปเองว่าทองคำ Digital ไม่มีอยู่จริง และนั่นก็ยังคงเป็นเรื่องจริงอยู่แต่ผมคิดว่าตอนนี้เราก็ไม่ได้มีทางเลือกมากครับผมคิดว่าการ Tokenize บน Blockchain น่าจะมีความโปร่งใสที่มากกว่าเพราะถ้ามีการสร้าง Token จำนวนมากเข้ามาสู่ตลาดก็จะถูกตรวจพบได้ทันทีที่จริงแล้วมีหลาย Token แต่ที่จะคุยกันวันนี้ก็คือ PAXG ที่เป็นของ Paxos https://www.paxos.com บริษัทที่เคยเป็นผู้สร้าง BUSD https://www.paxos.com/busd ก็ทำงานบนหลักการที่ผมได้บอกเอาไว้คือเอาทองคำจริงมาเก็บแล้วก็สร้าง Digital Token จำนวนเท่ากันขึ้นมาจากนั้นก็มีการ Audit เพื่อให้คนใช้งานมั่นใจว่าทองคำจริงกับ Token มีจำนวนเท่ากันอีกเจ้าก็คือ XAUT https://gold.tether.to/ ที่สร้างโดย Tether บริษัทเดียวกับที่สร้าง USDT ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง สอง Token นี้เป็น Token หลัก ๆ ที่มีการ Peg ด้วยทองคำอยู่เบื้องหลังและมีความสะดวกในการเข้าถึงเพราะหลาย exchange ก็มีการนำเอาเปิดให้ Trade ได้และมีอีกหลายเครื่องมือบน Token เหล่านี้
ความเสี่ยงยังคงอยู่อย่างที่ผมได้เคยบอกไป เพราะทองคำไม่มีทางเป็น Digital ได้เลยไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ความเสี่ยงในแง่มุมนี้อยากให้ทุกคนเข้าใจและจำเอาไว้เสมอรวมทั้งตลอดเวลาที่เอาเงินใส่เข้าไปด้วย
ความเสี่ยงอีกเรื่องก็คือ exchange risk เพราะถ้าเราซื้อแล้วถือผ่าน exchange นั่นคือความเสี่ยงที่เราต้องแบกรับหากวันนึง account โดนระงับ, exchange ปิดตัว, โดน hack ทำให้ถอนออกไม่ได้ ฯลฯ เราก็จะได้รับผลกระทบทันทีโดยที่เราไม่ได้ผิดอะไรเลย
ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องพึงระลึกตลอดเวลาที่จะเริ่มซื้อทองคำ Digital เหล่านี้และสิ่งนี้จะไม่มีทางหายไปเพราะกลไกเป็นแบบนั้นครับ
PAXG/BTC คู่ pair สำหรับการเก็บออมระยะยาว
คู่นี้ คือคู่ที่ Perfect combination ในเกมยาวอันนึง เพราะเป็นคู่ที่สามารถสู้เงินเฟ้อได้อย่างดี ไม่ว่าจะถือเป็น Bitcoin หรือ PAXG ที่เปรียบได้เสมือนทองคำ ต่างก็เป็นสินทรัพย์ที่ดีด้วยกันทั้งนั้นและด้วยคู่ Pair นี้ จะทำให้เราสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ตลอดระยะเวลาที่เราถือยาว ๆ ด้วย (ผมกำลังจะอธิบายต่อไป)
ถ้าให้อธิบายคู่นี้แบบพื้นฐานคู่นี้ใช้อธิบายสัดส่วนระหว่าง Bitcoin เมื่อเทียบกับทองคำ เช่น ราคา ตอนนี้ 0.04628 หมายถึงเราจะใช้ 0.04628 Bitcoin เพื่อแลก PAXG 1 Token ถ้าผมอธิบายให้ง่ายกว่านั้นโดยการเปรียบเป็นของใกล้ตัวเราครับดังนี้ ราคาไก่ 1 ตัว สมมุติว่าแลกไข่ไก่ได้ 150 ฟอง (จะได้ว่า ถ้าเรากำหนดไก่ตัวละ 300 บาท จะคำนวณได้ว่าไข่ไก่ราคาฟองละ 2 บาท) ผมสมมุติให้ถ้าราคา ไก่ และ ไข่ไก่ เพิ่มขึ้นอีก 10% ราคาไก่ ก็จะเป็น 330 บาท และไข่ไก่ฟองละ 2.2 บาท ดังนั้นเราจะยังคงใช้ไข่ไก่ 150 ฟอง เพื่อแลกไก่ 1 ตัวได้เหมือนเดิมอยู่ดีเพราะ 2.2*150 = 330 นั่นเองในทางตรงกันข้ามถ้าราคาลดทั้งคู่แต่ลดด้วยสัดส่วนเท่ากันก็ยังแลกกันได้จำนวนเท่าเดิมทำให้เห็นว่าสัดส่วนของทั้งสองสิ่งจะคงที่อยู่
ราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของทั้งคู่เสมอกันเมื่อเอามาเทียบสัดส่วนกันแล้วจะได้คงเดิมผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ปัจจุบัน 1 Bitcoin เราใช้แลกทองคำได้ประมาณ 21 oz ถ้าราคา Bitcoin แพงขึ้น 1% พร้อมกับราคาทองคำแพงขึ้น 1% เราก็จะยังสามารถใช้ 1 Bitcoin แลกทองได้ 21 oz เท่าเดิมอยู่ดี
อธิบายการทำงานของคู่ Pair นี้ ก็คือการแลกเปลี่ยนกันระหว่าง ทองคำและ Bitcoin โดยผมจะสมมุติตัวอย่างกิจกรรมให้เข้าใจง่าย ๆ ก่อนเพิ่มความซับซ้อนภายหลังก็คือ
1) กำหนดให้ราคา Bitcoin ต่อ USD เป็นราคาคงที่ เช่น 100,000 USD / 1 Bitcoin จากนั้น….
1.1 ถ้าราคาทองคำ “ลดลง” ราคาคู่ PAXG/BTC จะ “ลดลง“
1.2 ถ้าราคาทองคำ “เพิ่มขึ้น” ราคาคู่ PAXG/BTC จะ “เพิ่มขึ้น“
เราจะเห็นได้ว่าจากตัวอย่างนี้ ค่อนข้างจะเข้าใจง่าย โดยมองว่า BTC เป็นเงิน เพื่อใช้ซื้อ PAXG และกลับกันคือ เมื่อเราขาย PAXG เราจะได้ BTC ซึ่งเปรียบเสมือนเงิน สำหรับตัวอย่างต่อไปจะเริ่มยากขึ้นหน่อยนึง
ผมเพิ่มอีกมุมมองให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เหมือนรถคันนึงจอดนิ่ง(BTC) รถอีกคันวิ่งเดินหน้าหรือ ถอยหลัง แล้วเรามองจากมุมของรถที่จอดนิ่ง เราจะเห็นความเร็วเพิ่มขึ้น หรือ ความเร็วติดลบ (ถอยหลัง) นั่นเอง
2) กำหนดให้ราคา ทองคำ (ซึ่ง PAXG เปรียบได้กับทองคำ) เพิ่มขึ้นหรือลดลง เท่าๆกับ Bitcoin จากนั้น…..
2.1 ถ้าราคา Bitcoin “ลดลง” พร้อมกับ PAXG ราคา “ลดลง” ใน % ที่เท่ากัน ราคาคู่ PAXG/BTC จะ “คงที่“
2.2 ถ้าราคา Bitcoin “เพิ่มขึ้น” พร้อมกับ PAXG ราคา “เพิ่มขึ้น” ใน % ที่เท่ากัน ราคาคู่ PAXG/BTC จะ “คงที่“
เราจะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างนี้ เป็นเหมือนตัวอย่างราคาไก่ กับ ไข่ ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในสัดส่วนที่เท่ากัน ดังนั้น การแลกระหว่างไก่และไข่ จะมีอัตราส่วนที่คงตัวด้วยเหมือนกัน ราคาคู่นี้จึงไม่ขยับ
อีกมุมมองคือ รถทั้งสองคันวิ่งเดินหน้า หรือ ถอยหลังด้วยความเร็วเท่ากัน เมื่อมองจากรถ BTC เราจะไม่เห็นความต่างของรถทั้งสองคัน
3) สถานการณ์ที่วิ่งสวนทางกัน
3.1 ถ้าราคา Bitcoin “ลดลง” พร้อมกับ PAXG ราคา “เพิ่มขึ้น” ราคาคู่ PAXG/BTC จะ “เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว“
3.2 ถ้าราคา Bitcoin “เพิ่มขึ้น” พร้อมกับ PAXG ราคา “ลดลง” ราคาคู่ PAXG/BTC จะ “ลดลงอย่างรวดเร็ว“
กรณีนี้เหมือนเราขับรถสวนกันครับ ถ้าเราขับเร็ว 40 km/hr รถอีกคันขับสวนเราด้วย 20 km/hr ถ้าเรามองจากรถ BTC เราจะเห็นว่าเร็วขึ้นมาก คือ 60 km/hr เลย ในอีกทางนึง รถทั้งสองคันต่างถอย เราก็จะเห็นระยะห่างออกจากกันด้วยความเร็วทั้งสองคันบวกกันด้วยเช่นกัน แบบนั้นเลยครับ
สิ่งที่เราจะได้จากคู่ Pair นี้ก็คือ ไม่ว่า PAXG หรือ BTC ขยับ ก็จะเกิดความแตกต่างขึ้นทันทีทำให้ราคาคู่ Pair นี้เกิดความเคลื่อนไหว จากที่ผมได้ดู โดยทั่วไป ราคาคู่นี้ ก็จะเคลื่อนไหว โดยอิงกับการเคลื่อนที่ของราคา Bitcoin เป็นหลัก เพราะ Bitcoin มีค่าความผันผวนของราคาที่สูงกว่าทองคำเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นเราจะยังได้ความผันผวนอยู่ ซึ่งแตกต่างจากคู่ Pair BTC/USDT ที่ USDT จะเป็นตัวที่อยู่นิ่งเสมอ
และไม่ว่าเราจะใช้ Bitcoin ซื้อทองในตอนที่ราคาทองคำตก หรือขายทองกลับเป็น Bitcoin ในตอนที่ทองคำแพง แต่ตลอดเวลาเราก็ยังมั่นใจได้ว่า เราจะยังถือในสินทรัพย์ระหว่างทองคำกับ Bitcoin อยู่ต่อไป และถ้าเราคำนวณได้ดี และมีการป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เราก็จะ Hedge เพื่อตรึงต้นทุนที่คิดกลับเป็นมูลค่าเงิน Fiat ได้อีกด้วยแต่ในระยะยาว เราอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้น
เพราะว่าทั้งทองคำและ Bitcoin ต่างเป็นสินทรัพย์ที่สู้เงินเฟ้อได้ดี นั่นหมายความว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านไป การขาย Bitcoin เป็นทอง หรือ การเอา Bitcoin ไปแลกเป็นทอง ที่จะเป็นกิจกรรมหลักของ Pair คู่นี้ แล้วทำให้เกิดกำไรส่วนต่างเกิดขึ้น เราก็ Happy ตลอด เพราะเราไม่ได้ถืออยู่บนเงิน Fiat ที่มีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตลอดเวลานั่นเอง
Grid PAXG/BTC สร้างกระแสเงินสด
เมื่อเรารู้ดังนั้นแล้ว เราก็สามารถเปิด Grid trade บนคู่ pair นี้ได้ เพื่อสร้างกระแสเงินสดออกมาอย่างต่อเนื่องและอย่างที่เคยอธิบายเรื่อง Grid เชิงลึก ๆ ไปแล้ว https://bemyblockchain.com/2023-08-grid-trade-in-detail ดังนั้นจุดที่เราจะไม่ชอบก็คือการหลุด Range แต่เราก็จะพบว่าเมื่อหลุดราคาขอบบนแปลว่าเราจะมี Bitcoin เต็มมือหรือหลุดราคาขอบล่างแปลว่าเราจะมีทองคำเต็มมือเมื่อฟังดูแล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่อะไรเท่าไรเพราะต่างก็ยังเป็นสินทรัพย์สู้เงินเฟ้อในระยะยาวได้ทั้งคู่อยู่ดีถ้าเราเปิด Grid ได้นานพอ ทั้งราคา Bitcoin และ ราคาทองคำก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆด้วยอยู่แล้วเมื่อเทียบเงิน Fiat อีกทั้งระหว่างทางก็สร้างกระแสเงินสดออกมาเรื่อยๆด้วยเหมือนกัน นั่นคือความคิดพื้นฐานในการทำงานกับคู่ trade นี้ครับ
ดังนั้นแล้ว เราสามารถทยอยเพิ่ม position ของคู่ pair นี้ได้เรื่อย ๆ ตามที่เงินทุนเรามีแต่ย้ำอีกทีว่าเรากำลังจะสู้เงินเฟ้อ ดังนั้นก็ควรจะเป็นเงินออมระยะยาวด้วยเช่นกันและย้ำอีกทีเรื่องความเสี่ยงของ Digital gold ที่มันไม่สามารถเป็น Digital แบบสมบูรณ์ได้รวมทั้งการรัน Grid ที่จำเป็นต้องเก็บเงินออมเราเอาไว้ใน Exchange ซึ่งก็ถือว่ามีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้เมื่อจะเปิด Grid PAXG/BTC
โดยเนื้อหานี้ผมจะอ้างอิงการเปิด Grid เป็นตัวอย่าง จาก Binance เท่านั้น เพราะนั่นคือที่ผมใช้ทดสอบครับที่อื่นก็จะอาจจะให้ผลลัพท์ที่แตกต่างกันไปอันเนื่องมาจากนิยามหรือพฤติกรรมและการตั้งค่าการทำงานของระบบนั้น ๆ
1) ใช้ BTC เป็นทุน
จะไม่ได้ใช้ USDT เป็นทุน เพราะคู่นี้คือ PAXG/BTC หมายความว่า Quote coin คือ PAXG และ Base coin คือ BTC หรือ พูดภาษาชาวบ้านคือใช้ BTC เป็นเงิน เพื่อเอาไปแลก PAXG ทั้งไปและกลับนั่นแหล่ะ ดังนั้นเราจะเปิด Grid ได้เราก็ต้องมี BTC เป็นทุน
2) จังหวะที่เปิด Grid ระบบจะแลก PAXG บางส่วนทันที
ถ้า Grid ที่เราเปิดไม่ได้เปิดบนขอบราคาสูงสุดที่เรากำหนด ระบบจะเอา BTC ไปแลก PAXG บางส่วนทันที โดยระบบจะแลกตามจำนวนที่จำเป็นต้องใช้ขายทั้งหมดตามจำนวน Grid ที่เหลือ เช่น เราตั้ง 50 grids และเราเปิดตรงตำแหน่ง Grid ที่ 35 นับจากข้างล่างขึ้นข้างบน แปลว่าเราจะเหลือ 15 Grid ที่ต้องขายเมื่อถึงจุดยอด ดังนั้นระบบจะเอา BTC ไปแลก PAXG ให้พอสำหรับการขาย 15 Grid นั้นทันที
3) ถ้าราคาแตะขอบบนคือ Bitcoin เต็มมือ
ซึ่งหมายความว่า ขาย PAXG เป็น BTC จน PAXG หมดแล้ว , ราคา Bitcoin ตกต่ำ, ราคา PAXG ขึ้นแพงมาก
4) ถ้าราคาแตะขอบล่างคือ PAXG เต็มมือ
ซึ่งหมายความว่า ใช้ BTC ซื้อ PAXG จน BTC หมดแล้ว , ราคา Bitcoin ขึ้นสูง, ราคา PAXG ตกต่ำ
5) ถ้า Buy คือ BTC ราคาขึ้น หรือ PAXG ตก และตรงข้าม ถ้า Sell คือ BTC ราคาตก หรือ PAXG ราคาขึ้น
ตามที่ได้อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ไปในย่อหน้าบนๆแล้ว
6) หลักการ Grid พื้นฐานยังเหมือนเดิม
สำหรับคนที่ต้องการ Optimize ต้องอ่านรายละเอียด https://bemyblockchain.com/2023-08-grid-trade-in-detail ให้เข้าใจก่อนด้วย
7) mindset ไม่ใช่การเก็งกำไร ไม่ใช่การลงทุน แต่เพื่อสู้เงินเฟ้อ
การที่เปิด Grid เป็นเพียงตัวช่วยเล็ก ๆ เพื่อจะสามารถเพิ่ม Bitcoin ในมือได้ในระหว่างทางที่ถือสินทรัพย์นี้ แต่ไม่สามารถทำให้รวย หรือ พลิกชีวิตได้ เพราะแนวคิดนี้ไม่ใช่เพื่อการนั้น
8) ความเสี่ยงยังมีอยู่เสมอ อย่าลืมเด็ดขาด
ตามที่อธิบายไปในหัวข้อบนๆ ถึงเรื่องความเสี่ยง นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องเตือนตัวเองตลอดเวลาด้วย
9) ไม่ควรคิดเป็นเงิน Fiat เพราะจะสับสน
เนื่องจากฐานเงินคู่นี้เป็น BTC ดังนั้น เราควรมองเป็น BTC เป็นหลัก เพราะการแปลงกลับมาเป็น Fiat จะทำให้สับสน
10) ไม่สามารถใช้ Grid position เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการกู้ยืมได้
ปกติถ้าเราเก็บเป็น PAXG หรือ BTC เดี่ยวๆ เราจะสามารถใช้เป็นหลักประกันสำหรับการกู้ยืม Token ตัวอื่นได้ แต่เมื่อเราตัดสินใจเปิด Grid แล้ว เราจะไม่สามารถใช้มูลค่าของ Grid Position ในการเป็นหลักประกันเพื่อการกู้ยืมได้อีกจนกว่าเราจะปิด Grid position แล้วรับ BTC คืน หรือรับทั้ง PAXG และ BTC คืน นี่เป็นอีกข้อแตกต่างระหว่างการถือแยกกับการเปิด Grid position
เนื้อหาข้างล่างนี้ จะอธิบายเทคนิคการเปิด Grid , การ Short hedge เพื่อรักษามูลค่าเงิน Fiat , ผลการรันจริงจากที่ได้ทดสอบจริง, แนวโน้มในระยะยาว รวมทั้งวิธีการคำนวณเพื่อให้สามารถ Short hedge ได้อย่างง่าย ๆ ด้วย
เนื้อหาพิเศษ ต้องแลกด้วย Reach เท่านั้น
เนื้อหาส่วนนี้เป็นเนื้อหาพิเศษ จะต้องใช้ reach ในการเข้าอ่านเนื้อหาจุดนี้ เมื่อแลกด้วย reach แล้วจะสามารถอ่านเนื้อหาที่ซ่อนอยู่เพิ่มเติมได้ หากมี reach แล้วกรุณา login ก่อน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง Reachก็น่าจะได้แนวทางในการบริหาร Grid position และมุมมองการเก็บออมในระยะยาว รวมทั้งแนวทางสำหรับการทำ short hedge หากเรายังมีมุมมอง Fiat หรือว่าเรามีเวลาระยะปานกลางในการพักเงินในคู่นี้ด้วยลองทำความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้กันได้เลยครับ